เนชั่นทีวี

ข่าว

ศาลปค.สูงสุด สั่ง กฟผ.สร้างม่านน้ำป้องกันละอองฝุ่น แก้มลพิษช่วยชาวแม่เมาะ

10 ก.พ. 2558 | nation_ent

ศาลปค.สูงสุด สั่ง กฟผ.สร้างม่านน้ำป้องกันละอองฝุ่น แก้มลพิษช่วยชาวแม่เมาะ

10 ก.พ. 58 --- ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาสั่ง กฟผ. สร้างม่านน้ำ ยาว 800 เมตร ป้องกันละอองฝุ่นในบรรยากาศ แก้ปัญหามลพิษ ช่วยชาวบ้านแม่เมาะ - ตั้งคณะทำงานท้องถิ่น ดูแลการอพยพชาวบ้านได้รับผลกระทบออกนอกรัศมี 5 กิโลเมตรให้ดำเนินการภายใน 3 เดือน พร้อมสั่งอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐาน ฯ ดูแล กฟผ. เคร่งครัด


ที่ศาลปกครองเชียงใหม่ วันที่ 10 ก.พ.58 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีที่ นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ กับพวกรวม 318 คน ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดมลพิษโครงการเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยื่นฟ้อง รมว.อุตสาหกรรม , การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 11 ราย เป็นผู้ถูกฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อ.16 - 31/2553 กรณี กฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 7 ที่เป็นผู้ถือประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหิน ในพื้นที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ไม่ปฏิบัติตามวิธีการทำเหมืองแร่ และเงื่อน ไขท้ายประทานบัตร รวมทั้งเปลี่ยนแปลงวิธีการทำเหมืองแร่ แผนผังโครงการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ผู้ถูกฟ้องที่ 3 กระทั่งก่อให้เกิดมลพิษทำให้ผู้ฟ้องได้รับผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและทรัพย์สิน โดยที่ รมว.อุตสาหกรรม , กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ , อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐาน ฯ และอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง ผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 ที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการทำเหมืองแร่ของ กฟผ. กลับเพิกเฉย ไม่ดำเนินการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และ อธิบดี คพ. ผู้ถูกฟ้องที่ 5-6 ควบคุมมลพิษ รวมทั้งเรียกค่าเสียหายจาก กฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 7 ขณะที่ผู้ถูกฟ้องที่ 8-11 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่น ก็ไม่มีคำสั่งให้ กฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 7 ยุติหรือระงับการกระทำดังกล่าว ผู้ฟ้องทั้งหมด จึงขอให้ศาลปกครอง มีคำพิพากษา สั่งผู้ถูกฟ้องทั้ง 11 รายเพิกถอนประทานบัตรของ กฟผ. ดังกล่าว โดยให้ผู้ถูกฟ้องที่ 8 - 11 ร่วมกันแก้ไขฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้กลับฟื้นคืนสู่ธรรมชาติ และให้ กฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 7 หยุดการกระทำที่ก่อให้เกิดมลพิษ รวมทั้งให้กรมควบคุมมลพิษ และ อธิบดี คพ. ผู้ถูกฟ้องที่ 5-6 เรียกค่าเสียหายจาก กฟผ. และอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง โดยให้ กฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 7 ชดใช้ค่าเสียหายกับผู้ฟ้องด้วย

โดยศาลปกครองเชียงใหม่ มีคำพิพากษาว่า กฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 7 ละเลยต่อหน้าที่ จึงให้ กฟผ. ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยให้อพยพหมู่บ้านออกนอกรัศมี , ให้ฟื้นฟูขุมเหมือง ให้ใกล้เคียงกับสภาพเดิมตามธรรมชาติด้วยการถมดินกลับในบ่อเหมืองให้มากที่สุดและปลูกป่าทดแทน รวมทั้งให้ยื่นแก้ไข มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ข้อ 2.6 ที่กำหนดโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม (สผ.) จากเดิมที่ให้นำพืชที่ปลูกใน wetland ไปกำจัด ให้เปลี่ยนเป็นใช้รบบ Anaerobic Bactrria และการกำหนดพื้นที่ Buffer Zone ระยะจุดปล่อยดินกับชุมชน ให้เป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 50 เมตร และให้จัดทำรายงานการตรวจประเมินสิ่งแวดล้อมทุ 2 ปี โดยจะต้องมีรายงานตรวจสอบทุกผลกระทบที่เกิดขึ้น ที่เสนอให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมทราบ และให้อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ตรวจสอบ กำกับดูแลการประกอบกิจการ กฟผ. ทำตามเงื่อนไขประทานบัตร

ขณะที่อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ และกฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 3 และที่ 7 ยื่นอุทธรณ์คดี

ศาลปกครองสูงสุด พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่ กฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 7 รื้อม่านน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นมาตรการป้องกันฝุ่นละอองในบรรยากาศที่ให้มีความยาว 800 เมตร บริเวณที่กำหนดให้เป็นที่ทิ้งดินกับบ้านหัวฝาย ออกและได้ทำการปลูกต้นสนประดิพัทธ์เป็นแนวกำบังแทน โดยยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 3 จากการที่มีแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ เช่นเดียวกับการที่ กฟผ. ไม่ดำเนินการอพยพราษฎรบ้านห้วยคิงทั้งหมด ออกนอกรัศมีผลกระทบ 5 กิโลเมตร และการไม่จัดตั้งคณะทำงานระดับท้องถิ่นและผู้เชี่ยวชาญร่วมกันพิจารณาการอพยพที่เป็นการกำหนดมาตรการป้องกันโดย สผ. จึงถือว่า กฟผ. ยังปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามมาตรการ รวมทั้งการที่ กฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 7 ไม่ได้นำพืชที่ปลูกใน wetland ไปกำจัดและปลูกเสริมทุก 18 เดือน และไม่ขุดลอกเพื่อเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำใน wetland และการไม่วางแผนจุดปล่อยดินตามฤดูกาล และการไม่กำหนดพื้นที่ Buffer Zone รวมทั้งบังเกอร์ ก็เป็นการละเลยต่อหน้าที่

อย่างไรก็ดีในการเปลี่ยนแปลงมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม กฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 7 ได้ขอให้มีการเปลี่ยนแปลงบางข้อให้ถูกต้องตรงกับที่ กฟผ.ได้เปลี่ยนวิธีการทำเหมืองจากเดิมที่กำหนดไว้โดยได้รับความเห็นชอบจาก สผ. แล้ว เพียงแต่การขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้น ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจาก อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ และกฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ประกอบกับการใช้อำนาจเพิกถอนประทานบัตร ย่อมส่งผลกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า ที่จะเกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะและประชาชนมากกว่าผลดีที่จะได้รับ ดังนั้นการที่ รมว.อุตสาหกรรม ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ไม่ออกคำสั่งเพิกถอนประทานบัตรจึงยังไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ แต่ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ และกฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ได้ทราบถึงการกระทำของ กฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 7 แล้วไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 มาตรา 138 เป็นการละเลยต่อหน้าที่

ศาลปกครองสูงสุด จึงแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น โดยสั่งให้ กฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 7 ดำเนินการ 1.ติดตั้งม่านน้ำ ความยาว 800 เมตร ระหว่างที่ทิ้งดินด้านตะวันออกกับบ้านหัวฝาย และระหว่างที่ทิ้งดินด้านตะวันตกกับหมู่บ้านทางทิศใต้ เพื่อลดฝุ่นละอองในบรรยากาศ 2.ให้จัดตั้งคณะทำงานระดับท้องถิ่นและผู้เชี่ยวชาญร่วมกันพิจารณาการอพยพราษฎรที่ได้รับผลกระทบที่อาจนำไปสู่อันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สิน โดยให้อพยพออกนอกรัศมีผลกระทบ 5 กิโลเมตร 3.ให้ฟื้นฟูขุมเหมือง ให้ใกล้เคียงกับสภาพเดิมตามธรรมชาติด้วยการถมดินกลับในบ่อเหมืองให้มากที่สุดและปลูกป่าทดแทน เฉพาะในส่วนที่ กฟผ. นำพื้นที่ ที่ต้องฟื้นขุมเหมืองไปทำสวนพฤกษชาติและสนามกอล์ฟ

4.ให้นำพืชที่ปลูกใน wetland ไปกำจัด และปลูกเสริมทุก 18 เดือนขุดลอกเพื่อเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำใน wetland 5.ให้ทำการขนส่งเปลือกดินโดยใช้ระบบสายพานที่มีการติดตั้งระบบสเปรย์น้ำตามแนวสายพาน และให้วางแผนจุดปล่อยดิน โดยให้ตำแหน่งที่ปล่อยดินไม่อยู่ในตำแหน่งต้นลมที่พัดผ่านไปยังชุมชนที่อยู่โดยรอบ , ให้กำหนดพื้นที่ Buffer Zone ระยะจุดปล่อยดินกับชุมชนเป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 50 เมตร และควรจัดทำเป็นบังเกอร์ โดยให้จุดปล่อยดินอยู่ต่ำกว่าความสูงของบังเกอร์ ขณะที่การปล่อยดินจะต้องกำหนดเป็นตารางที่แน่นอนโดยใช้ฤดูเป็นเกณฑ์ในการตัดสินตำแหน่งที่ต้องห่างจากชุมชนมากที่สุด และให้อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ตรวจสอบกำกับดูแลการประกอบกิจการของ กฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 7 ให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขประทานบัตร หาก กฟผ. ไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ พ.ร.บ.แร่ ฯ โดยเคร่งครัด ทั้งนี้ให้อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ และกฟผ. ผู้ถูกฟ้องที่ 3 และที่ 7 ดำเนินการตามคำพิพากษาภายใน 90 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา


ข่าวล่าสุด