เนชั่นทีวี

ข่าว

รัฐบาลประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง 8 จังหวัด และมีโอกาสขยับเป็น 31 จังหวัด

05 ก.พ. 2558 | lastman

รัฐบาลประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง 8 จังหวัด และมีโอกาสขยับเป็น 31 จังหวัด

รัฐบาลดึง 5 หน่วยงานแถลงแก้ปัญหาแล้ง พร้อมประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง 8 จังหวัด คาดมีโอกาสเพิ่มเป็น 31 จังหวัด เตือนประชาชนเตรียมรับมือ ขณะที่กรมชลฯ รับปริมาณน้ำในเขื่อนเลวร้ายสุดในรอบ 15 ปี ยันน้ำเพียงพออุปโภคบริโภค ย้ำให้หยุดทำนาปรัง เชื่อน้ำเค็มไม่กระทบน้ำใช้

ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการแถลงผลงานการแก้ปัญหาภัยแล้งของรัฐบาล โดยมีตัวแทนจาก 5 หน่วยงานร่วมแถลงข่าว โดยนายจรินทร์ จักกะพาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ทางกระทรวงมหาดไทย สำรวจและประกาศพื้นที่ประสบภัยใน 8 จังหวัด

ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ ลพบุรี มหาสารคาม นครสวรรค์ สุโขทัย สกลนคร และบุรีรัมย์ ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทย มีการเตรียมการโดยสนับสนุนงบประมาณในการส่งเสริมแหล่งน้ำขนาดเล็ก มีการทำแก้มลิง จัดงบประมาณการพัฒนาแหล่งน้ำ มีการจัดสรรงบในขุดลอกคูคลองจำนวน 1,400 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน มีการสำรวจตรวจสอบอุปกรณ์ในการช่วยเหลือประชาชน การจัดการส่วนราชการต่างๆ ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ เป็นผู้ดำเนินการ ในเรื่องการจัดการน้ำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ประชาสัมพันธ์การจัดการน้ำให้ดี และชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ

รวมถึงให้ประชาชนแจ้งปัญหาความเดือดร้อนผ่านศูนย์ดำรงธรรม ขณะเดียวกันทำความเข้าใจพื้นที่หมู่บ้านที่มีแหล่งน้ำขนาดเล็ก ให้บริหารอย่างมีเหตุผล ดึงน้ำมาใช้อย่างถูกต้องเกิดประโยชน์ พร้อมกันนี้กระทรวงได้นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ทำให้มีการพัฒนาแหล่งน้ำใช้ดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในการแก้ปัญหาภัยแล้งในอนาคตที่ประชาชนจะต้องมีส่วนบริหารจัดการด้วยตนเองอย่างมีเหตุผล

ด้านนายวิมล จันทรโรทัย รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมมาตรการรับมือภัยแล้งโดยการจัดสรร และบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลองให้มีน้ำเพียงพอ มีการจัดสรรการปล่อยน้ำจากเขื่อนใหญ่ 10 เขื่อน เพื่อการอุปโภคบริโภคเท่านั้น


พร้อมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรชาวนาลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งจากการเตรียมการลดการส่งน้ำตั้งแต่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา สามารถลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังได้ร้อยละ 50 คือ จากเดิมมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 12.16 ล้านไร่ เหลือเพียง 6.5 ล้านไร่


ทั้งนี้รัฐบาลได้มีการมาตรการช่วยเหลือเกษตกรผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ด้วยการเพิ่มการจ้างแรงงาน 32,562 คน และมีการส่งเสริมการทำอาชีพอื่น ด้วยการให้พันธุ์พืช และพันธุ์ปลา และได้มีการอนุมัติโครงการสร้างรายได้ให้กับเกษตกรพร้อมทั้งสนับสนุนเงินทุนสหกรณ์การเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งได้กู้ยืม ในวงเงิน 65 ล้านบาท

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมมาตรการในเชิงป้องกัน และประเมินสถานการณ์ภัยแล้ง และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมประมงตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร

ขณะที่นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวยอมรับว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของประเทศ เลวร้ายที่สุดในรอบ 15 ปี แต่ขณะนี้ได้มีการบริหารจัดการน้ำจนทำให้มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภค และบริโภค จนถึงสิ้นฤดูแล้งนี้

เพราะกรมชลประทานได้มีการวางแผนจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งไว้แล้ว โดยเฉพาะน้ำในเขื่อนใหญ่ทั่วประเทศ กรมชลประทานได้มีการเตรียมการดูปริมาณน้ำ เก็บกักไว้ใช้อุปโภค บริโภค รวมถึงรักษาระบบนิเวศ

ส่วนสถานการณ์น้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำแม่กลอง ก็ยังมีเพียงพอ รวมถึงจะไม่มีปัญหาน้ำเค็ม พร้อมย้ำว่า น้ำจะไม่เพียงพอต่อชาวนาที่ปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งพบว่ายังมีการลักลอบทำถึงแม้ว่าจะมีการประชาสัมพันธ์ไปแล้วก็ตาม ขณะที่สถานการณ์น้ำในภาคอีสานก็มีน้ำใช้เพียงพอจนถึงสิ้นฤดูแล้ง เช่นเดียวกับภาคตะวันออก

ซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรม และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ก็มีปริมาณน้ำเพียงพอในการใช้อุปโภค บริโภค ส่วนสถานการณ์น้ำเค็ม ทางกรมชลประทานได้มีการควบคุมไม่ให้เกินปริมาณที่กำหนดไว้ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากนัก

นายปราณีต ร้อยบาง อธิบดีกรมทรัพยพากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มจะเกิดสถานการณ์ภัยแล้ง และภาวะฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ของประเทศ จำนวน 31 จังหวัด ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทย

โดยกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัตติกรณีฉุกเฉิน หรือภัยแล้งแล้ว จำนวน 8 จังหวัด 30 อำเภอ 200 ตำบล 2,091 หมู่บ้าน ประกอบด้วย ภาคเหนือ สุโขทัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ มหาสารคาม และสกลนคร ภาคกลาง นครสวรรค์ และลพบุรี

ดังนั้นเพื่อการเตรียมพร้อมในการป้องกัน และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จากปัญหาภัยแล้งดังกล่าว กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ระดมกำลังทั้งด้านบุคลากร เครื่องจักร และอุปกรณ์ ในการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยแล้ง

ประกอบด้วย ชุดเจาะน้ำบาดาล ชุดเป่าล้างทำความสะอาดบ่อน้ำบาดาล รถปรับปรุงคุณภาพน้ำ จุดจ่ายน้ำถาวร และระบบน้ำดื่มสะอาดในโรงเรียนทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีความพร้อมในการจ่ายน้ำสะอาดนการช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดพิบัติภัย 2,631 แห่ง

ทั้งนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค จำนวน 305 แห่ง เป็นการจัดหาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อเชื่อมต่อระบบน้ำประปาเดิมที่แต่ละหมู่บ้านมีอยู่แล้ว

เพื่อช่วยให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอตลอดฤดูแล้ง รวมถึงโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสนับสนุนน้ำดื่มให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ จำนวน 323 แห่ง ช่วยให้นักเรียน และบุคลากรในโรงเรียน

รวมถึงบุคลากรในพื้นที่มีน้ำดื่มมาตรฐานองค์การอนามัยโลก และเป็นจุดให้บริการน้ำอุปโภคบริโภคในช่วงที่เกิดพิบัติภัยธรรมชาติได้อีกด้วย ขณะเดียวกันได้ทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง จำนวน 693 แห่ง

เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในช่วงฤดูแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง ให้มีแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชผักในการเลี้ยงชีพ และประกอบอาชีพ ช่วยให้คนในพื้นที่มีงานทำ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และช่วยบรรเทาปัญหาการละทิ้งถิ่นฐานไปหางานทำในเมืองใหญ่

นายบุญจง จรัสดำรงนิตย์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่าสถานการณ์น้ำอยู่ในภาวะปกติ และคาดว่า ภัยแล้งที่เข้ามาอยู่ในภาวะเกิดฝนทิ้งช่วงในบางพื้นที่ ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำมีการวางแผน เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งโครงการก่อสร้างแหล่งน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูแล้งรวมทั้งสูบน้ำเพื่อเก็บน้ำในลำน้ำสายหลัก การเก็บกักน้ำ รวมทั้งมีการแจกจ่ายน้ำไปแล้วในพื้นที่ 12 จังหวัด มีประชาขนได้รับประโยชน์ 10,920 ครัวเรือน

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งศูนย์อำนวยการติดตาม และแก้ปัญหาภัยแล้งทั้งในส่วนกลางและสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 1-11 มีการจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ อุปกรณ์ เครื่องมือ ชุดเครื่องสูบน้ำเครื่องที่ และบุคลากรให้มีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ ยังมีแผนการรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อสร้างจิตสำนึกในการใช้น้ำอย่างประหยัด และรู้คุณค่า

ข่าวล่าสุด