คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ที่มี อ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานได้ข้อสรุปรูปแบบการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งหากไม่ถึงเกณฑ์ ต้องมีการเลือกตั้งรอบสอง โดยนำพรรคที่ได้คะแนนอับดับหนึ่ง และสอง มาเลือกใหม่อีกครั้งให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง
ซึ่งพรรคการเมืองเป็นผู้เสนอรายชื่อนายกฯ และ ครม.เพื่อให้นายกฯ ได้รับการสนับสนุนในการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ จาก ส.ส.ในสภา แต่หากเสีย งส.ส.ไม่พอก็สามารถชักชวน ส.ส. พรรคอื่นมาร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการเมืองรูปแบบใหม่ ที่อาจจะได้ใช้เป็นประเทศแรกในโลก
อ.สมบัติ บอกว่า สำหรับฝ่ายนิติบัญญัติให้มี 2 สภา โดย ส.ส.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 350 คน แบ่งเป็นเขตทั้งหมด เขตละไม่เกิน 3 คน ประชาชน 1 คน เลือก ส.ส.ได้ 1 คน จากนั้นให้ผู้มีคะแนนมากที่สุดตามลำดับ 1-3 ได้ เป็น ส.ส. ไม่มีรูปแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อป้องกันการอุปถัมภ์จากหัวหน้าพรรค
ส่วน ส.ว. ให้มีทั้งหมด 154 คน แบ่งเป็นเลือกตั้ง 77 จังหวัด และสรรหาจากกลุ่มอาชีพอีก 77 คน เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย แต่งตั้งองค์กรอิสระ ตลอดจนการถอดถอน ส่วนกรรมธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 คน จะนำไปพิจารณาหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ
โครงสร้างขององค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง อย่าง กกต.เสนอให้ลดวาระดำรงตำแหน่ง จาก 7 ปี เหลือ 5 ปี มีอำนาจตรวจค้นระหว่างการให้หาเสียงเลือกตั้ง โดยไม่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน และให้มีอำนาจเฉพาะแจกใบเหลืองเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น
ส่วนใบแดงให้เป็นอำนาจของศาล เพราะเกี่ยวข้องกับการตัดสิทธิของผู้สมัครฯ ทั้งนี้ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส ทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย บุตรหรือบุตรบุญธรรม แต่ไม่ห้ามพี่น้องร่วมสายโลหิต
สำหรับ ป.ป.ช. ลดวาระการดำรงตำแหน่งจาก 9 ปี เหลือ 5 ปี และให้ดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว ซึ่ง ป.ป.ช.ควรมีอำนาจฟ้องคดีทุจริตต่อศาลได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุด