นักวิชาการ เสนอรัฐส่งเสริมมีลูก แก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ
25 พ.ย. 2557 | lastman

นักวิชาการเผยผลศึกษาสวัสดิการแรงงาน 13 ประเทศ เน้นคลอดบุตร-ออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ แนะไทยทำตามอย่างเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
ข่าว
25 พ.ย. 2557 | lastman

นักวิชาการเผยผลศึกษาสวัสดิการแรงงาน 13 ประเทศ เน้นคลอดบุตร-ออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ แนะไทยทำตามอย่างเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
ผศ.ดร.วิชัย โถสุวรรณจินดา ผู้บริหารโครงการปริญญาเอกสาขานโยบายสาธารณะและการจัดการบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เปิดเผยว่าจากการศึกษาด้านสวัสดิการแรงงานของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งประเทศอเมริกา อังกฤษและออสเตรเลีย
ซึ่งเป็นประเทศต้นแบบที่ดีพบว่า หลายประเทศเน้นสวัสดิการการคลอดบุตรและเลี้ยงดูบุตรเพื่อส่งเสริมให้ประชากรมีบุตรเพิ่มขึ้น การส่งเสริมสวัสดิการออมเงินผ่านกองทุนประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อให้แรงงานมีเงินไว้ใช้ในยามเกษียณจากการทำงาน และการรักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยและบาดเจ็บจากการทำงาน
ทั้งนี้ ผลการศึกษามีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องปรับปรุงสวัสดิการแรงงานและระบบประกันสังคมเพื่อส่งเสริมให้ประชากรมีบุตรและรองรับสังคมผู้สูงอายุของไทย โดยในเรื่องสวัสดิการการคลอดบุตรและเลี้ยงดูบุตรนั้นควรเพิ่มวันลาคลอดจาก 90 วันเพิ่มเป็น 120 วันโดยได้รับค่าจ้าง และรัฐบาลจัดสรรงบอุดหนุนการเลี้ยงดูลูก และสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไปมีสถานเลี้ยงเด็ก รวมทั้งสถานประกอบการต้องให้โอกาสแรงงานชายลางานเพื่อช่วยภรรยาเลี้ยงดูบุตร ได้ 15 วันโดยได้รับค่าจ้าง
ในส่วนของสวัสดิการออมเงิน รัฐบาลจะต้องปรับปรุงกฎหมายโดยให้ทุกสถานประกอบการต้องมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและให้นายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนร้อยละ 10 ของค่าจ้างและลูกจ้างจ่ายร้อยละ 5 ของค่าจ้าง หรือตามกำลังที่ลูกจ้างจะจ่ายได้ ขณะเดียวกันสำนักงานประกันสังคมจะต้องขยายอายุเกษียณจาก 55 ปี เป็น 60 ปีและค่อยทยอยเพิ่มเป็น 65 ปี
และเพิ่มอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในส่วนของเงินสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพจากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 3 เพิ่มเป็นร้อยละ 8 ภายในเวลา 5 ปี เพื่อแรงงานจะได้มีเงินเพียงพอไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณซึ่งควรอยู่ที่เดือนละ 5 พันบาท ไม่ใช่เดือนละ 3 พันบาทเช่นปัจจุบัน รวมทั้งส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุหลังเกษียณแล้วโดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างร้อยละ 80 และกองทุนประกันสังคมหรือรัฐบาลจ่ายร้อยละ 20
นอกจากนี้ การรักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วย หรือบาดเจ็บจากการทำงานควรยุบรวมกองทุนเงินทดแทนเข้ากับกองทุนประกันสังคมเพื่อให้แรงงานใช้สิทธิประโยชน์กรณี เจ็บป่วยบาดเจ็บจากการทำงานได้อย่างคล่องตัว