เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค มีการแถลงข่าว โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายในยุคคสช." จัดโดย โครงการสร้างเครือข่ายผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ นายเพชร แกล้วกล้า ผู้ประสานงานโครงการสร้างเครือข่ายผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กล่าวว่า จากการที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค(มพบ.)และเครือข่ายผู้บริโภค 10 จังหวัดร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ดำเนินการเฝ้าระวังโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่อวิทยุใน 10 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ กาญจนบุรี เพชรบุรี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด พะเยา ลำปาง สุราษฎร์ธานี สงขลาและสตูล จำนวน 31 คลื่นแบ่งเป็นคลื่นหลัก 31 คลื่น และคลื่นวิทยุออนไลน์ 2 คลื่น ในช่วงเดือนมิถุนายน - กันยายน 2557 จำนวน 3 ครั้งๆละ 1 สัปดาห์ พบว่า 29 คลื่นหรือคิดเป็นร้อยละ 88 มีการโฆษณาผลิตถัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย โดยพบผลิตภัณฑ์ทั้งสิ้นจำนวน 103 แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์อาหารและอาหารจำนวน 54 รายการ ผลิตภัณฑ์ยา 35 รายการและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง 13 รายการ และสถานพยาบาล 1 รายการ
น.ส.สิรินนา เพชรรัตน์ ผู้ประสานงานศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้ง 54 รายการ มีลักษณะเป็นกลุ่มบำรุงร่างกาย รักษาโรคเฉพาะ รักษาสารพัดโรคมากที่สุด รองลงมากเป็นเสริมความงามและเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ส่วนผลิตภัณฑ์ยามีเนื้อหาโฆษณายาอันตรายที่ห้ามโฆษณา โฆษณาเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ เสริมความงาม ยารักษาครอบจักรวาล โฆษณษลด แลก แจก แถมและชิงโชคเพื่อส่งเสริมการขายและส่งเสริมการใช้ยาเกินความจำเป็น ทั้งนี้ เครือข่ายได้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)เพื่อดำเนินการตามกฎหมายแล้ว
นายนิรัตน์ เตียสุวรรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาระบบคุ้มครองผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวว่า ตามกฎหมายมีการำหนดสินค้าที่ต้องขออนุญาตก่อนที่จะทำการโฆษณา ได้แก่ ยา อาหารที่แสดงสรรพคุณ คุณประโยชน์ และคุณภาพของอาหาร และเครื่องมือแพทย์ ส่วนเครื่องสำอางและวัตถุอันตรายไม่ต้องขออนุญาตแต่ต้องดำเนินการตามพรบ.คุ้มครองผู้บริโภค ที่กำหนดข้อห้ามในการโฆษณา คือ ข้อความเป็นเท็จ ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ ทำให้เกิดผลกระทบต่อวัฒนธรร เกิดความแตกแยกและอื่นๆตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อย่างไรก็ตาม ในส่วนกฎหมายที่อย.รับผิดชอบพบว่าบทลงโโทษผู้ที่กระทำผิดเบา เช่น โฆษณาอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษปรับเพียง 5,000 บาท ข้อความเป็นเท็จ จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับ 30,000 บาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแก้พรบ.อาหาร โดยเพิ่มโทษปรับเป็น 1 แสนบาท เป็นต้น
น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กล่าวว่า เมื่อกสทช.ได้รับเรื่องร้องเรียนจะส่งเรื่องให้อย.พิจารณาความผิด จากนั้นกสทช.จะออกคำสั่งให้ระงับการโฆษณาดังกล่ว หากไม่ระงับจะทำการปรับวันละ 20,000 บาทไปเรื่อยๆจนกว่าจะระงับ และหากพบมีการกระทำความผิดซ้ำจะใช้พิจารณาในการพักใช้หรือไม่ต่อใบอนุญาต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวิทยุ โทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลรายใหม่ที่ได้รับใบอนุญาตชั่วคราว 1-2ปี หากพบความผิดจะพิจารณาลดเวลาใบอนุญาตลง
"จากรายงานพบว่าวิทยุหลักก็มีการกระทำความผิดในเรื่องเหล่านี้เช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะสื่อท้องถิ่นเท่านั้นแต่แฝงในสื่อหลักของรัฐด้วย จึงอยากให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบเข้มงวดคลื่นวิทยุในสังกัดมากขึ้นด้วย ซึ่งที่ผ่านมากสทช.ได้มีการสั่งให้สถานีระงับการออกอากาศโฆษณาที่ผิดกฎหมาย อาทิ สถานีทหารอากาศในจ.ขอนแก่น สถานีสวพ.ขอนแก่น เป็นต้น"น.ส.สุภิญญากล่าว