ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา เวลา 19.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นของอิตาลี ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง ที่โรงแรม สตาร์ โฮเตล โรซ่า แกรนด์ นครมิลาน ประเทศอิตาลี นายสุรพิทย์ กีรติบุตร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ อาทิ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ คณะเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศในทวีปยุโรป ทีมประเทศไทยในสาธารณรัฐอิตาลี และนักธุรกิจไทยที่มาร่วมประชุมสภาธุรกิจเอเชีย-ยุโรปเข้าร่วม
โดยนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายกับผู้เข้าร่วม ว่า ขอบคุณหลายภาคส่วนที่ร่วมทำงานเดินหน้าประเทศไทย โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ที่ต้องทำหน้าที่ชี้แจง ให้นานาประเทศเข้าใจสถานการณ์ในประเทศ การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ ซึ่งจะต้องกำหนดวิสัยทัศน์ ให้ชัดเจน และขอให้ทุกคนร่วมกันทำงาน ใช้ความเป็นคนไทย แสดงให้เห็นว่าเราจริงใจ
"เมื่อเดินมาถึงวันนี้แล้ว ต้องสู้เดินหน้าต่อไป เพราะถ้าไม่สำเร็จก็ไม่รู้จะอยู่ยังไง ชีวิตผมก็อันตรายเหมือนกัน ครอบครัวก็ไม่มีความสุข วันนี้ถามว่าลูกเมียไปไหนได้บ้าง ไม่ได้กลัวแต่ก็ต้องระวัง ตั้งแต่เข้ามาผมไม่เคยกล่าวโทษให้ร้ายใครแต่ถ้ามาพาดพิงมากก็อดไม่ได้ เพราะรักเกียรติยศศักดิ์ศรี ผมอาจพูดจาไม่ไพเราะมากนัก ก็เป็นธรรมดาที่มีคนรักและไม่รัก แต่ผมเชื่อว่าคนในประเทศไทยเข้าใจ การเข้ามาเป็นรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนประเทศที่หยุดชะงักให้เดินหน้า จากการปลดล็อค ถ้าไม่ทำอะไรประเทศถอยหลัง ติดขัด จากการก้าวเข้ามาเป็นคสช. ช่วงแรกก็หนักใจ แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องทำงาน ใครก็อยากทำอะไรให้ประเทศทั้งนั้น แต่ที่ผ่านมาติดกับดักคำว่าประชาธิปไตย" พลเอกประยุทธ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในด้านต่างๆขณะนี้ ว่า ตนได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายคณะเพื่อเข้าไปศึกษาและต้องมีผลงานให้เห็น ที่สำคัญต้องลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม โดยเฉพาะเรื่องที่ดินทำกิน และตลอด 5 เดือนที่ผ่านมาได้เร่งแก้ปัญหาเต็มที่ อย่างไรก็ตามหลายประเทศเข้าใจ และยังคงเข้ามาสานต่อด้านการค้าการลงทุน ทำให้ตนสบายใจ ดังนั้นจึงต้องไปส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ๆ และส่งเสริมการค้าการลงทุน ซึ่งคณะกรรมการร่วมรัฐและเอกชน (กรอ.) ต้องร่วมมือกัน เอสเอ็มอีขนาดเล็กกลางใหญ่ต้องเกิดขึ้น และเชื่อมโยงกัน และต้องส่งเสริมการจ้างงานไทย ใช้ของไทย ซึ่งรัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลือภาคเอกชน ขณะเดียวกัน ต้องเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ พร้อมวางยุทธศาสตร์การทำงานให้ครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งรัฐบาลก็จะเตรียมงบประมาณรองรับการดำเนินการ โดยรัฐบาลเดินหน้าด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และจะไม่ปล่อยให้มีการทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้น ขณะเดียวกันจะให้โอกาสทุกฝ่ายในการต่อสู้คดี
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัญหาด้านความมั่นคง จำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษ ควบคุมสถานการณ์ ลดความขัดแย้ง และเดินหน้าสู่การปฏิรูปประเทศ ให้สัมฤทธิ์ผลใน 1 ปี หากไม่จบรัฐบาลใหม่ต้องรับไปดำเนินการ ย้ำว่า ไม่ต้องการอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกินกว่ากรอบเวลาที่วางไว้
"ใครจะรักใครผมไม่ว่า จะเกลียดผม แต่อย่าเกลียดประเทศ ตัวเอง อย่าเกลียดคนไทย ที่ผมต้องทำเพราะสถานการณ์สุกงอม ไม่ได้ยึดอำนาจรัฐบาล แต่รัฐบาลชั่วคราว ทำงานไม่ได้แล้ว ก็จำเป็นไม่มีอะไรแก้ได้ ทหารมีหน้าที่ดูแลแผ่นดินรักษาสถาบันชาติพระมหากษัตริย์ ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกละเมิดทหารก็อยู่เฉยๆ รัฐบาลที่แล้วผมพูดกับนายกฯ ไม่รู้กี่ครั้งทุกเรื่องเตือนหมดทุกเรื่องแต่ด้วยวิถีทางการเมือง ก็ช่วยไม่ได้ สิ่งที่ทำวันนี้ทำเพื่อไม่ให้เกิดการปฏิวัติอีกในอนาคต ต้องเอาประเทศชาติเดินหน้าไปให้ได้ ผมพร้อมจะลาออก อยากจะลาออกทุกวัน แต่เห็นประชาชนเดือดร้อนทนไม่ได้ และไม่ได้อยากอยู่เกินแม้แต่วันเดียว ทุกวันนี้ผมสู้รบทุกวัน ในบ้านกลับมาก็ทะเลาะกับเมีย เมียถามว่าทำไมอันนี้ไม่ทำ ผมบอกทำแล้ว บางเรื่องทำไม่ไหวก็หงุดหงิด สรุปว่าผมไม่มีความสุข ทุกคนไม่มีความสุข ผมจึงต้อง คืนความสุขให้ประชาชน และได้รับความทุกข์ ไง" พลเอกประะยุทธ กล่าว
นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า จะใช้เวทีการประชุมอาเซมสะท้อนแนวคิด การรวมกลุ่มประเทศอาเซียน ให้ตลาดยุโรปเห็นคุณค่า เพราะสินค้าการเกษตร โดยเฉพาะข้าวเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ ประชาคมโลกจะมีศักยภาพเพียงพอในการดูแลทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตหรือไม่ จึงต้องเตรียมแหล่งอาหารโลกให้เพียงพอ ซึ่งประเทศอาเซียนจะสามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้ ขณะที่ต้องเตรียมขายสินค้าเช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน ให้ได้มาก โดยเริ่มต้นด้วยการรวมตัวในกลุ่มประเทศอาเซียนก่อน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่นช่วยกันวิจัยข้าว เพิ่มมูลค่า ขายของให้มีราคา เช่นขายข้าวสำหรับคนเป็นเบาหวาน และข้าวที่รับประทานแล้วทำให้อ่อนวัย
พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ข้าวในโครงการรับจำนำข้าว ไม่สามารถขายได้ เนื่องจากจะขาดทุน เพราะถ้าขายข้าวทั้ง 20 ล้านตัน จะขาดทุน 400,000-700,000 ล้านบาท หากปล่อยไปอีก 3 ปี อาจทำให้ประเทศล้มละลายได้