พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์กเมื่อวันเสาร์ ว่าสถานการณ์การเมืองไทยเกิดเหตุการณ์หลายอย่างที่นำไปสู่วิกฤติการเมืองเมื่อ พ.ค.2557 และขณะนี้ไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านแต่ยืนยันให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลไทยให้การยึดมั่นต่อหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และรู้ดีว่าไม่อาจสวนกระแสประชาธิปไตยได้
นอกจากนี้รองนายกรัฐมนตรี บอกอย่าได้สงสัยว่าประชาธิปไตยในไทยกำลังถดถอย แต่ต้องการเวลาและพื้นที่เพื่อสร้างความปรองดอง ปฏิรูปการเมืองและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตย
ก่อนหน้านั้นในช่วงแรกของคำกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมัชชาใหญ่ยูเอ็น พลเอกธนะศักดิ์ได้กล่าวถึงประเด็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยระบุว่าการพัฒนาไม่ได้จำกัดอยู่ที่จีดีพีหรือ ยอดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ แต่การพัฒนาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องควบคู่ไปกับประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนสันติภาพและความมั่นคง ซึ่งเป็นเสาหลักของสหประชาชาติ
นอกจากนี้การพัฒนาจะต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตประชาชนและเปิดโอกาสสู่อนาคตที่ดีขึ้น การพัฒนาจำเป็นต้องเพิ่มอำนาจให้กับคน ชุมชน และสังคม พร้อมกับหยิบยกเรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงที่เน้นการสร้างความเข้มแข็งจากระดับชุมชน
นอกจากนี้รองนายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงประเด็นปัญหาโลก เช่น วิกฤติโรคอีโบลาและวิกฤติในตะวันออกกลาง โดยบอกว่าความมั่นคงของมนุษย์ขึ้นอยู่กับเกียรติศักดิ์ศรี สิทธิมนุษยนชน ความเป็นธรรม ความเสมอภาค และความยุติธรรมในสังคมและคำสัญญาเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของทุกคน ควรเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน พลเอกธนะศักดิ์ ยังแสดงความห่วงใยต่อภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากลัทธินิยมความรุนแรงและกลุ่มสุดโต่ง และบอกว่า ไม่มีเหตุผลชอบธรรมอันใดสำหรับความโหดร้ายทารุณที่เกิดขึ้น และเราต้องร่วมมือกันเท่าที่ทำได้และปฏิบัติตามหน้าที่รับผิดชอบระหว่างประเทศอย่างดีที่สุด