งานท้าทาย "นายกฯประยุทธ์"
22 ส.ค. 2557 | nation_ent

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะบอกว่า "ไม่กังวล" หลังจากนักข่าวถามว่า เป็นนายกฯงานหนักนะ? แต่ในความเป็นจริง พล.อ.ประยุทธ์ คงตระหนักดีว่า ภารกิจจากนี้ไป "หนัก" อย่างยิ่ง
ข่าว
22 ส.ค. 2557 | nation_ent

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะบอกว่า "ไม่กังวล" หลังจากนักข่าวถามว่า เป็นนายกฯงานหนักนะ? แต่ในความเป็นจริง พล.อ.ประยุทธ์ คงตระหนักดีว่า ภารกิจจากนี้ไป "หนัก" อย่างยิ่ง
วันนี้ (22 สิงหาคม) เป็นวันครบ 3 เดือนเต็ม นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ช่วงที่ผ่านมาอาจเรียกได้ว่าเป็นช่วง "ฮันนีมูน" ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ แต่จากนี้ไป ยากที่จะเป็นอย่างนั้น
แน่นอนสาเหตุที่ทำให้ คสช.ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างมากในระยะต้น เพราะ เข้ามาระงับความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนาวและทำท่าจะบานปลายเกิดการเผชิญหน้า และภารกิจในระยะต้นก็มีแต่เรื่องที่หยิบจับแล้วได้คะแนน ไม่ว่าจะเป็นการเร่งจ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้ชาวนา การปราบอิทธิพลมาเฟียต่างๆ การเข้าไปจัดระเบียบการบริหารของรัฐวิสาหกิจ การพยามสร้าง "ความโปร่งใส" ในการใช้งบประมาณ เช่น เมกะโปรเจกต่างๆ การเลิกนโยบายประชานิยม ฯลฯ ทุกเรื่องที่ทำและประกาศว่าจะทำล้วนสร้าง "ความหวัง" ให้ประชาชนทั้งสิ้น
แต่นับจากนี้ไปทุกชิ้นงานจะต้องลงสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ตามที่ คสช.ประกาศเอาไว้ นั่นคือ การปฏิรูปประเทศ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ เพื่อเดินไปสู่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งทุกก้าวย่างจากนี้ไปล้วนมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ คสช.สามารถเดินไปสู่เป้าหมายนั้นได้หรือไม่
ไล่เรียงภารกิจที่ คสช.ต้องทำจากนี้ไป เทียบแล้วไม่ต่างไปจาก "ระเบิด" ที่ คสช.ห้ามพลาด
วันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับโปรดเกล้าฯเป็น "นายกรัฐมนตรี คนที่ 29" เขาจะเป็นผู้ที่มี 3 ตำแหน่งสำคัญ จะตอกย้ำการเป็นผู้ที่มีอำนาจ "เบ็ดเสร็จ" จากเดิมที่มีฐานะเป็น หัวหน้า คสช. ที่มี "อำนาจพิเศษ" ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 44 อยู่ในมือ และตำแหน่ง "ผู้บัญชาการกองทัพบก"
ในฐานะ "ผู้นำรัฐบาล" ประยุทธ์ มีภารกิจที่สำคัญ 2 ด้าน คือ บริหารราชการแผ่นดิน และ การปฏิรูปประเทศ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของคนในชาติ
ภารกิจที่ท้าทายอย่างแรก คือ จะตั้ง "คณะรัฐมนตรี" ให้มีเสียง "ไม่ยอมรับ" น้อยที่สุด ได้อย่างไร?
ในส่วนของ "ครม." ที่น่าจะคลอดออกมาภายในเดือนนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่า คณะรองหัวหน้า คสช.จะเข้าไปมีตำแหน่งทั้งหมด โดยจะเข้าไปเป็นรองนายกฯกำกับงานในแต่ละด้านที่ได้รับมอบหมายตั้งแต่ตอนเป็นรองหัวหน้า คสช. เช่น พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง น่าจะรองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คมนาคม, พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร น่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ, พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา น่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ยุติธรรม และ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย น่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ
ในเบื้องต้นตำแหน่งที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือ ตำแหน่ง รมว.กระทรวงต่างประเทศ เนื่องจากมีการมองกันว่า หาร "ทหาร" เข้ามาดำรงตำแน่งนี้ น่าจะไม่เป็นผลดีต่อ "ภาพลักษณ์" ของประเทศอย่างมาก
กระทรวงด้านเศรษฐกิจ เป็นอีกส่วนที่ถูกจับตาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถดึง "มืออาชีพ" เข้ามาทำงานได้มากน้อยเพียงใด
งานท้าทายอีกด้าน คือ งานปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งของการเข้ามายึดอำนาจของ คสช.
ในส่วนงานปฏิรูปนั้น ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของกระบวนการสรรหาบุคคลที่จะมาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งดูเหมือนว่าเริ่มต้นได้ "ไม่สวย" นัก เนื่องจากเริ่มด้วยการที่ คสช.ส่ง "คณะที่ปรึกษา" เข้าไปเป็น "เบอร์หนึ่ง" ของคณะกรรมการสรรหาทุกคณะ บวกกับข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ให้ "คสช." เป็นผู้เลือกสมาชิก สปช.ทั้ง 250 คน ในขั้นสุดท้าย ทำให้เกิดภาพของขบวนการ "ล็อคสเปก" คนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิก สปช.
นอกจากนี้ยังมีข่าวที่คนระดับรองประธาน สนช. คือ นายพีระศักดิ์ พอจิต ออกมาพูดว่า ส่อว่าจะมีการ "ล็อคสเปก" ผู้ที่จะเข้ามาเป็น สปช.ในหลายๆจังหวัด
เหล่านี้ล้วนเป็นภาพที่ "ไม่สวย" ซึ่งแน่นอนจะส่งผลต่อ "ผล" ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการของ สปช.
และหากมองย้อนกลับไปถึงการแต่งตั้ง สนช.ที่มีสัดส่วนของทหารอยู่มากที่สุด และการทำหน้าที่สำคัญของ สนช. 3 ครั้งที่ผ่านมา คือ การเลือกประธาน สนช. , การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ในวาระที่ 1 และ การเลือก "พล.อ.ประยุทธ์" เป็นนายกฯ ด้วยเสียงเอกฉันท์ และบรรยากาศที่เรียบร้อย ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ สนช.ชุดนี้จะทำได้ดี คือ การสนับสนุน คสช.ในทุกๆด้าน มากกว่าการทำหน้าที่ "ตรวจสอบถ่วงดุล"
แม้จะรู้ดีว่าตอนนี้ประเทศอยู่ในภาวะไม่ปกติ ไม่ใช่กลไกตามระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ยังมีคำถามเกิดขึ้นมาว่า "กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล" ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร
เหล่านี้เองที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวไว้ระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษกับเครือเนชั่น ว่า "ความโปร่งใสจะเป็นจุดเปราะบางของ คสช."
งานสำคัญและท้าทายที่สุดของ คสช. คือ การร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในสังคม เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งตามกระบวนการปกติ
สำหรับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ จะเริ่มต้นที่สภาปฏิรูปแห่งชาติส่งประเด็นปฏิรูป 11 กลุ่มมายังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วคณะกรรมาธิการยกร่างฯ แปลงสิ่งเหล่านั้นให้มาเป็น "กฎหมายสูงสูงของประเทศ" เพื่อเป็นกติกาในการเดินไปข้างหน้า
จะทำอย่างไรให้ "รัฐธรรมนูญถาวร" ที่จะออกมาเป็นที่ยอมรับมากที่สุด?
มีประเด็นเกิดขึ้นว่า การที่พรรคการเมืองหลักไม่เข้าร่วมสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพราะต้องการจะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญในภายหลังหรือไม่ เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ พูดไว้น่าสนใจว่า การปฏิรูปจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ จะถูกแก้ไขในภายหลังหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระ หากเป็นเรื่องที่สังคมเห็นว่าดีแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่พรรคการเมืองจะไปแก้ แต่หากเป็นเรื่องแนวความคิดที่อาจเห็นต่างกัน ก็คงมาบังคับให้เห็นด้วยไม่ได้
อีกเรื่องที่จะเป็นประเด็นท้าทาย คสช. คือ เรื่อง "นิรโทษกรรม" ที่จะต้องกลับมาเป็นประเด็นให้ คสช.ต้องตัดสินใจอีกครั้งอย่างแน่นอน
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีข่าวว่าหัวหน้า คสช.สั่งการให้มีการไปศึกษารายละเอียดเพื่อแยกแยะคดีการเมืองที่ไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับสถาบัน ความผิดความมั่นคงของรัฐ และอาจจะสอบถามความเห็นประชาชนเรื่องการนิรโทษกรรมเพื่อเหตุผลในการสร้างความปรองดอง แม้ต่อมาจะมีการออกมาปฏิเสธ แต่จากข้อมูลในเชิงลึก พบว่าทาง คสช.เคยมีการหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้จริง เพียงแต่มีการตกลงกันว่า คสช.จะไม่เป็นผู้ดำเนินการเรื่องนี้เอง แต่จะโยนให้ สนช. และ สปช. เป็นเจ้าภาพหลัก
แต่ไม่ว่าจะโยนให้ใครทำ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดอยู่ภายใต้กำกับของ คสช.
แค่เริ่มแพลมออกมา ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างมาก โดยเฉพาะในสื่อโซเชียลมีเดีย ที่สะท้อนอารมณ์ของผู้คนในสังคมได้อย่างดีที่สุด
เป็นที่รู้กันดีว่า "การนิรโทษกรรมแบบสุดซอย" ยังเป็นเป้าหมายของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และตราบใดที่ยังไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้น การที่ประเทศจะเดินไปข้างหน้าอย่างปกติสุขก็เกิดได้ยาก ขณะเดียวกัน หากจะมีการทำเรื่องนี้ ก็จะเป็นการจุดไฟความขัดแย้งให้เกิดขึ้นมาอีกครั้ง
เหล่านี้ล้วนเป็นภารกิจท้าทาย "รัฐบาล" และ "คสช." ที่อยู่ภายใต้การนำของ "ประยุทธ์ จันทร์โอชา"