พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) เปิดเผยผลการประชุมร่วมกับสถาบันการเงินหลังจากพบว่ายังมีกลุ่มมิจฉาชีพใช้บัญชีธนาคารเป็นเครื่องมือกระทำความผิดและฟอกเงิน โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การฉ้อโกงผ่านเฟชบุ๊คและอินเตอร์เน็ต ว่า ที่ผ่านมาปปง.ดำเนินคดีกับธนาคารทุกวัน และรู้สึกไม่สบายใจกับสถิติการดำเนินคดีกับธนาคารที่ยอมเปิดบัญชีให้กับคนร้ายใช้ทำธุรกรรม แสดงให้เห็นว่าธนาคารไม่นำมาตรการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าไปบังคับใช้ ทำให้เกิดความเสียหายในภาพรวม ในช่วงปี 56-57 พบว่ามีคดีการฉ้อโกง 175 คดี มูลค่าความเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท โดยธนาคารที่ยอมให้คนร้ายเปิดบัญชีทำธุรกรรมการเงินเป็นธนาคารเก่าแก่ 2 แห่ง ซึ่งมีฐานลูกค้าจำนวนมาก ซึ่งแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารธนชาติ ที่มีระบบการตรวจสอบลูกค้าอย่างรัดกุม มีการสั่งระงับการเบิกถอนเงินออกจากบัญชี ทำให้คนร้ายไม่สามารถโยกเงินที่หลอกลวงให้เหยื่อโอนผ่านสถาบันการเงินออกไปยังบัญชีที่เปิดไว้ในต่างประเทศได้
การใช้บัญชีธนาคารกระทำความผิดไม่ลดน้อยลงเลย ปปง.ยังตรวจสอบพบความผิดอีก 559 บัญชี หลังจากนี้จะเชิญผู้บริหารธนาคารใหญ่ 2 แห่งที่ยังมีปัญหามาพูดคุยถึงข้อขัดข้องและความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติมาตรการตรวจสอบลูกค้าของปปง. เพราะธนาคารธนชาติทำได้ธนาคารอื่นๆก็ควรจะทำได้เช่นกันเลขาธิการปปง.กล่าว
พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวอีกว่า อยากฝากเตือนไปยังประชาชนที่เล่นเฟชบุ๊คและโซเชียลมีเดียต่างๆ ให้ระวังตกเป็นเหยื่อแก๊งต้มตุ๋นหลอกลวง ล่าสุดพบว่ามีการหลอกลวงหญิงไทยว่าคนร้ายเป็นทหารถูกส่งไปรบที่อัฟกานิสถาน และกำลังจะลาออกจากราชการทำให้มีเงินบำนาญ 1.5 ล้านเหรียญ แต่อัฟกานิสถานไม่มีสถาบันการเงิน จึงจะส่งเงินสดมาฝากไว้ในธนาคารของไทย จึงอยากให้เหยื่อช่วยเหลือ เมื่อหลงเชื่อจะถูกหลอกให้โอนเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ โดยพบว่าเหยื่อถูกหลอกให้โอนเงินถึง 11 ครั้ง สูญเงินไปแล้ว 350,000 บาท แต่โชคดีที่ธนาคารธนชาติพบความผิดปกติเนื่องจากไม่สามารถติดต่อเจ้าของบัญชีได้ จึงสั่งระงับการเบิกถอน ทำให้เหยื่อมาต่อว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ไม่อนุมัติให้โอนเงิน จนปปง.ต้องเข้าไปช่วยชี้แจงว่ากำลังโดนหลอก สุดท้ายเหยื่อจึงต้องขอบคุณธนาคารธนชาติที่ช่วยตรวจสอบ ดังนั้นปปง.จึงต้องการให้สถาบันการเงินทุกแห่งช่วยสอดส่องดูแลลูกค้าไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแก๊งอาชญากรทางอินเตอร์เน็ต