ศาลพิจารณาคดีเขมรแดงอ่านคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์ในคดีที่อดีตผู้นำเขมรแดงสองคน ได้แก่ นวน เจีย และเขียว สัมพัน ถูกฟ้องในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติกรณีทำให้ชาวกัมพูชาเกือบ 2 ล้านคนเสียชีวิตนาย นวน เจีย อดีตผู้นำสูงสุดของเขมรแดงที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือ ที่รู้จักกันดีในชื่อพี่ชายหมายเลข 2 รองจากอดีตผู้นำเขมรแดงผู้ล่วงลับ นาย พอล พต พร้อมด้วยนายเขียว สัมพัน อดีตประธานสภาเปรซิเดียม อดีตประมุขแห่งรัฐ และอดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับฟังคำพิพากษาของศาลพิเศษพิจารณาคดีเขมรแดงที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติในเวลา 9 โมงเช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่นซึ่งตรงกับเวลาไทย โดยคำตัดสินมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในประเทศทุกช่องนายนวน เจีย วัย 88 ปี และนายเขียว สัมพัน วัย 83 ปีถูกตั้งข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากการมีส่วนร่วมทำให้ชาวกัมพูชาราว 1 ล้าน 7 แสนคนเสียชีวิตจากความอดอยาก, ทำงานหนัก เจ็บป่วย ถูกทรมานและถูกประหารชีวิตในระหว่างที่เขมรแดงเรืองอำนาจ ช่วงปี 2518-2522 อัยการเรียกร้องให้ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตผู้ต้องหาทั้งสองคน แต่ระหว่างการพิจารณาคดีสองปีที่เสร็จสิ้นลงไปในปีที่แล้ว ทั้งคู่ยืนยันไม่รู้เรื่องอาชญากรรมที่เกิดขึ้นและเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งสองคนขึ้นศาลในอีกคีดีที่มีข้อกล่าวหาสังหารชาวเวียดนามและชาวมุสลิมจาม บังคับแต่งงาน และข่มขืนโฆษกศาล บอกว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ระดับผู้นำรัฐบาลเขมรแดงจะถูกตัดสินจากศาล และการพิจารณาคดีครั้งนี้จะเป็นโอกาสสร้างความปรองดองและคืนความยุติธรรมให้กับเหยื่อเคราะห์ร้ายและครอบครัวหลังโศกนาฏกรรมผ่านพ้นมานานกว่า 35 ปีแล้ว ผู้สังเกตการณ์คดีนี้ บอกด้วยว่า คดีนี้จะทำให้ชาวกัมพูชารับรู้ว่า ไม่มีใครรอดพ้นจากอาชญากรรมที่ก่อไว้ แต่นักวิเคราะห์และผู้รอดชีวิตหลายคน วิตกว่า อดีตผู้นำเขมรแดงเหล่านี้อาจมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันที่ต้องรับโทษเมื่อมีคำตัดสินว่ากระทำผิดจริงเช่นเดียวกับ นายเอียง สารี อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของเขมรแดง เสียชีวิตด้วยวัย 87 ปีระหว่างที่การพิจารณาคดียังไม่เสร็จสิ้น ส่วนนางเอียง ธิริธ อดีตรัฐมนตรีกิจการสังคมและภรรยาของนายเอียง สารี ถูกปล่อยตัวในเดือนก.ย.2555 หลังจากมีอาการสมองเสื่อมไม่สามารถสู้คดีได้ก่อนหน้านั้น นายคัง เก็ก เอียบ หรือที่รู้จักในชื่อ สหายดุจ อดีตผู้บัญชาการเรือนจำโตนสะเลงถูกศาลตัดสินเป็นคนแรกในคดีอาชญากรรมสมัยเขมรแดงจากการมีส่วนทำให้นักโทษเสียชีวิต 15,000 ราย โดยเขาถูกตัดสินลงโทษจำคุก 30 ปีเมื่อปี 2553 แต่ต่อมาศาลฎีกาเพิ่มโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต