เมื่อวันที่ 11 พ.ค.57 พล.ต.อ. พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาตำรวจระดับสูง เดินทางลงพื้นที่นครศรีธรรมราช เข้าสอบสวนนางจินดา พันธรักษ์ อายุ 52 ปี ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีครอบครองอาวุธปืน และจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ให้กับนายวันชัย แสงขาว พนักงานรถนอน การรถไฟแห่งประเทศไทยที่ก่อเหตุข่มขืนเด็กหญิงวัย 13 ปี โดยมี พลตรีนพวงศ์ สุรวิชัย รองแม่ทัพภาคที่ 4 และคณะนายทหารเสนาธิการ เข้าร่วมในการติดตามข้อมูล ซึ่งหลังจับกุมวานนี้นางจินดาได้ยอมรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และซัดทอดถึงผู้ที่นำยาเสพติดมาส่งให้ก่อนที่จะขายให้กับนายวันชัย แสงขาว พนักงานรถไฟจนกระทั่งไปก่อเหตุสลดขึ้น
ภายหลังพล.ต.อ. พงศพัศ ได้เรียกตัวนางจินดามาสอบปากคำด้วยตัวเอง ต่อหน้าผู้สื่อข่าว นางจินดายอมรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาและซัดทอดว่ารับยาบ้ามาจากนายวิชัย รัตนอุบล ซึ่งนอกจากมีนายวันชัยแล้วยังมีพนักงานรถไฟอีกหลายรายที่เป็นลูกค้ายาเสพติด
ขณะที่ พล.ต.อ.พงศพัศ ระบุว่า กำลังขยายผลและเตรียมประสานแผนปฏิบัติการครั้งใหญ่ในเร็วๆนี้โดยมีเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว และจะประสานกับการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อร่วมกันตรวจสอบพนักงานที่เกี่ยวข้องและถูกระบุว่าเป็นผู้ซื้อยาเสพติดจากชุมชนที่นางจินดาและนายวิชัย ต่อมาได้ติดตามการคุมตัวนางจินดา ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพทุกขั้นตอนด้วยความสมัครใจ ตั้งแต่จุดแรกที่นายวันชัยมารับประทานอาหารก่อนที่จะซื้อยาเสพติด ตลอดจนนำชี้ที่เกิดเหตุที่นายวิชัย รัตนอุบล เอเย่นต์ยาเสพติดนั่งรอผู้ซื้อจนครบทุกขั้นตอน
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวนางจินดาไปนำชี้บ้านของนายวิชัย รัตนอุบล ซึ่งพบว่าหลังจากที่นางจินดาถูกจับกุมนายวิชัย ได้หลบหนีไปจากบ้านแล้ว พลต.อ.พงศพัศได้เข้าตรวจสอบพบว่ามีเพียงลูกชายของนายวิชัยอยู่ที่บ้าน โดยระบุว่า นายวิชัยได้เดินทางไปยังจังหวัดชุมพรและไม่สามารถติดต่อได้ และไม่รู้มาก่อนว่าพ่อจะเป็นผู้จำหน่ายยาเสพติด หลังจากนั้นได้เข้าพบปะผู้โดยสารที่มารอใช้บริการเข้าพบกับนายสไลเดช แสงพยัคฆ์ นายสถานีรถไฟนครศรีธรรมราช เพื่อชี้แจงถึงกระบวนการดำเนินการกับชุมชน ซึ่งทั้งหมดอยู่ในเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ให้ชาวบ้านเช่าพักอาศัยและแจ้งถึงข้อมูลของขบวนการค้ายาเสพติดที่เชื่อมโยงกับพนักงานการรถไฟที่เป็นลูกค้า
อย่างไรก็ตาม ได้มีหญิงสาวรายหนึ่งซึ่งทราบชื่อต่อมาคือ น.สบุญอร พรหมเกิด อายุ 29 ปี ชาวจังหวัดพัทลุงที่มารอโดยสารขบวนรถไฟกลับบ้าน ได้เข้าเรียกร้องกับ ผบ.ตร.ให้ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดกับผู้ต้องหาคดีข่มขืน และเรียกร้องให้ทางการเร่งแก้กฎหมายให้มีบทลงโทษกับผู้กระทำความผิดในคดีแบบนี้มีโทษที่รุนแรงมากขึ้น
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้เชื่อมโยงข้อมูลทุกด้าน และเตรียมที่จะเริ่มต้นการปราบปรามยาเสพติดระลอกใหม่ที่หนักหน่วงเข้มข้นมากขึ้น โดยเริ่มจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ซโดยเฉพาะชุมชนที่อยู่หลังสถานีรถไฟนครศรีธรรมราช จะต้องปราศจากยาเสพติดอย่างสิ้นเชิง ต้องมีการจัดระเบียบทางสังคมทุกด้าน
ในส่วนของการค้ายาเสพติดในชุมชนแห่งนี้ต้องยอมรับความจริงว่าลูกค้าที่ซื้อนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่มคือ 1.กลุ่มพนักงานรถไฟ 2.กลุ่มผู้โดยสาร และ 3.กลุ่มทั่วไป ซึ่งทางกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด ปปส.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย โดยเฉพาะการรถไฟนั้นได้รับความร่วมมืออย่างดีมาก ซึ่งทุกฝ่ายจะร่วมกันจัดการแก้ไขปัญหา รอง ผบ.ตร.กล่าว