ไทยสู่สังคมสูงวัย ขาดแรงงานหนัก
10 ก.ค. 2557 | wanchat

โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ 10 ก.ค.57-ผลวิจัยชี้ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หากให้จีดีเติบโตอีก 16 ปีต้องพึ่งแรงงานต่างด้าวกว่า 9 ล้านคน แต่ไม่ช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัว คาดการณ์เข้ามาแค่กว่า 6 ล้านคน
ข่าว
10 ก.ค. 2557 | wanchat

โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ 10 ก.ค.57-ผลวิจัยชี้ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หากให้จีดีเติบโตอีก 16 ปีต้องพึ่งแรงงานต่างด้าวกว่า 9 ล้านคน แต่ไม่ช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัว คาดการณ์เข้ามาแค่กว่า 6 ล้านคน
ชี้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวมีปัญหาสารพัดทั้งไม่ยอมลดการพึ่งพา การสกัดกั้นปราบปรามขาดประสิทธภาพ ค่าธรรมเนียมสูงด้านสกว.แนะให้ท้องถิ่นเข้ามาช่วยบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนป้องกันค้ามนุษย์
เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2557 รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนกุล ผอ.ฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) กล่าวในการสัมมนาการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในบริบทอาเซียนที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯว่าสกว.ได้จัดทำโครงการจับตาอาเซียนขึ้นโดยศึกษาวิจัยเรื่องต่างๆเกี่ยวอาเซียนและการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน(เอซี)ซึ่งการผลการศึกษาวิจัยในด้านแรงงานโดยภาพรวมสรุปว่า การเคลื่อนย้ายแรงงานในอาเซียนทั้งแรงงานวิชาชีพและแรงงานทั่วไปเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจและสวัสดิการของคนไทย แต่ยังต้องมีการศึกษาผลกระทบ เช่น ช่องว่างการบริหารจัดการที่ทำให้การค้ามนุษย์หรือผลกระทบทางสังคมจากการเคลื่อนย้ายอพยพ
รศ.ดร.ปัทมาวดี กล่าวอีกว่า แรงงานต่างด้าวมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่แรงงานข้ามชาติไม่สามารถทดแทนแรงงานไทยได้โดยสมบูรณ์ จะต้องพัฒนาศักยภาพไปพร้อมๆกับการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนโดยประเทศไทยจะต้องมีระบบการบริหารจัดการแรงงานที่ดีมีกฎระเบียบต่อแรงงานทั้งไทยและต่างชาติตามสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานและการบริหารจัดการที่ส่วนกลางอาจไม่ตอบสนองต่อสภาพความเป็นจริงที่มีแรงงานข้ามชาติเข้าออกรายวันที่พื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ ชุมชนท้องถิ่นเป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่สามารถมีบทบาทเสริมในการจัดการแรงงานที่ชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
ม.ล.ปุณฑริก สมิติ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ:โอกาสและความท้าทาย ว่านโยบายกระทรวงแรงงานเพื่อแก้ปัญหาการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและค้ามนุษย์ได้มุ่งให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในไทยโดยผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ(จีทูจี)และนำเข้ามาผ่านระบบเอ็มโอยูเพื่อได้รับการคุ้มครองดูแลตามกฎหมายและเข้าสู่ระบบประกันสังคม ทั้งนี้ ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวทั้งพม่า กัมพูชาและลาว รวมถึงสัญชาติอื่นๆซึ่งได้รับขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตทำงานอย่างถูกกฎหมายแบบถาวรแล้วกว่า 1.3 ล้านคน ซึ่งในส่วนของแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายกำลังเร่งจดทะเบียนตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)
รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า ส่วนการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติระดับอาเซียนนั้น ขณะนี้ทั้ง 10ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาจัดทำร่างตราสารอาเซียนว่าด้วยการปฏิบัติให้เป็นไปปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของแรงงานต่างด้าวหรือปฏิญญาเซบูเพื่อกำหนดให้ประเทศที่เป็นผู้ส่งแรงงานและรับแรงงานขจัดการใช้แรงงานต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย ดูแลแรงงานต่างด้าวให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายจะมีการประชุมร่วมกัน 3 ครั้งภายในสิ้นปี2557นี้ คาดว่าจะร่วมกันประกาศตราสารอาเซียนฯได้ในปี2558
ผศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวนำเสนอผลวิจัยเรื่องการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยกับต่างประเทศว่า จากการศึกษาการบริหารแรงงานข้ามชาติของประเทศต่างๆ เช่น อเมริกา สิงคโปร์ เกาหลีพบว่าคำนึงถึง 3 ด้านได้แก่ ความมั่นคงของชาติเศรษฐกิจและแรงงานโดยอนุญาตให้แรงงานต่างชาติไร้ฝีมือเข้ามาทำงานเพียงชั่วคราวและต้อนรับแรงงานมีฝีมือมากกว่าไร้ฝีมือ
ผศ.ดร.กิริยา กล่าวอีกว่า การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของไทยในรอบ 22 ปีตั้งแต่ปี 2535-2557 พบว่า มีทั้งการขึ้นทะเบียน ปรับสถานะแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมาย และมีจุดอ่อนคือ ไม่มีความพยายามลดการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ นโยบายแค่ระยะสั้น ไม่ยืดหยุ่นตามพื้นที่และอุตสาหกรรมขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและขาดแคลนบุคลากร และโควตาแรงงานไม่ได้สะท้อนความต้องการที่แท้จริง ขาดการมองปัญหาขาดแคลนระดับมหภาค
"นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมค่อนข้างสูง ขั้นตอนและเอกสารมาก การสกัดกั้นปราบปรามและส่งกลับด้อยประสิทธิภาพ รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการแรงงานยังมีปัญหา รัฐต้องรับภาระการคลังด้านต่างๆ เกิดชุมชนแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ต่างๆ และไม่มีนโยบายชัดเจนเรื่องครอบครัว"ผศ.ดร.กิริยา กล่าว
ผศ.ดร.กิริยา กล่าวด้วยว่า จากผลวิจัยมีข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีมาตาการควบคุมคุณภาพแรงงานและลดการพึ่งพิงแรงงานราคาถูก สร้างระบบที่เหมาะสมกับประเภทอุตสาหกรรมและพื้นที่ มีหน่วยงานทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม นายจ้างเสียภาษีการใช้แรงงานต่างด้าวตามระดับการพึ่งพา นำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลแรงงานต่างด้าวและนายจ้างอย่างเป็นระบบ เปิดเผยและนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ รวมทั้งดูแลคุ้มครองและพัฒนาฝีมือแรงงานต่างด้าว
ดร.ธนะพงษ์ โพธิปิติ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวนำเสนอผลวิจัยเรื่องความต้องการแรงงานต่างชาติสำหรับสังคมสูงวัยว่า ปัจจุบันไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้จำนวนแรงงานลดลงและรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)ลดลงไปด้วย ซึ่งการแก้ปัญหาระยะสั้นทำได้โดยนำเข้าแรงงานต่างด้าวโดยผลการศึกษาพบว่าหากไม่เพิ่มจำนวนแรงงานต่างด้าวให้มากขึ้นในปี 2573 จะทำให้ จีดีพีลดลงร้อยละ 7 และรายได้ต่อหัวลดลงร้อยละ 8 และปี 2593 จีดีพีลดลงร้อยละ 16 และรายได้ต่อหัวลดลงร้อยละ 17 หากเพิ่มจำนวนแรงงานต่างด้าว จะทำให้จีดีพีเพิ่มเป็นร้อยละ 4.29 แต่รายได้ต่อหัวลดลงร้อยละ 0.76 และปี 2593 จีดีพีเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.70 แต่รายได้ต่อหัวลดลงร้อยละ 0.22
ดร.ธนะพงษ์ กล่าวอีกว่า ในปี 2573 หากจะรักษาระดับจีพีดีไว้ไทยต้องการแรงงานต่างด้าวทั้งหมด 9.14 ล้านคน แต่คาดว่าจะมีแรงงานต่างด้าวมาทำงานในไทยเพียง 6.4 ล้านคน ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของแรงงานต่างด้าวไม่สามารถแก้ปัญหาการลดลงของรายได้ต่อหัวซึ่งเกิดจากการภาวะสังคมผู้สูงอายุของไทยได้จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะนำเข้าแรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้นหรือไม่