เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. - นางสุทธศรี ? วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า กล่าวว่า หลังจากที่ฝ่ายสังคมจิตวิทยา ซึ่งมีการประชุมร่วมระหว่าง ?พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา กับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวานนี้ (16 มิ.ย.) ให้เปลี่ยนแปลงงบประมาณการจัดซื้อแท็บเล็ตตามโครงการ 1 คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ?ต่อ 1 นักเรียน ปี 2556 และ 2557 ไปพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) เพื่อการศึกษาในรูปแบบอื่น ๆ มาแทนการแจกแท็บเล็ตนั้น ?โดยมอบให้ ศธ.มาตั้งคณะทำงานเพื่อคิดรูปแบบที่เหมาะสมมาเสนอต่อฝ่ายสงัคมจิตวิทยานั้น ?ศธ.ได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เป็นเจ้าภาพและได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาดำเนินการแล้วมีนายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานคณะทำงาน ?และเบื้องต้น ?ได้คิดรูปแบบทดแทนไว้ 4 ทางเลือก ได้แก่ สมาร์ทคลาสรูม สมาร์ทสคูล อี-เลิร์นนิ่ง และสมาร์ทไลบรารี่
ที่ประชุมได้มีความเห็นร่วมกันว่าการใช้ไอซีทีเพื่อการศึกษามีความจำเป็น เพราะไอซีทีจะเป็นสื่อในการให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่ต้องมีการเตรียมความพร้อมในการนำสื่อไอซีทีเพื่อการศึกษามาใช้อย่างเป็น ขั้นเป็นตอนโดยคำนึงถึงงบประมาณที่มีอยู่และมุ่งเป้าให้เกิดประโยชน์กับผู้ เรียนอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าการนำไอซีทีมาใช้พัฒนาการเรียนการสอนทำได้หลายรูป แบบและยังต้องคำนึงถึงสถานภาพของสถานศึกษาทั่วประเทศ ที่มีความพร้อมทั้งด้านกายภาพและครูแตกต่างกัน จากสถิติพบว่า เกิน 50% ของครูไทยที่มีประมาณ 7 แสนคนอายุเกิน 50 ปี เป็นอุปสรรคหนึ่งต่อการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการเรียนการสอน เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ข้างต้นที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าควรจะมีการพัฒนารูปแบบการใช้ไอซีทีเพื่อการเรียนการสอนที่มีความเหมาะสมและหลากหลาย มาแทนการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียน
ด้านนายกมล กล่าวว่า คณะทำงานจะเชิญ 10 หน่วยงานที่มีงบประมาณจัดซื้อแท็บเล็ต พร้อมด้วยผู้แทนจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีมาประชุมร่วมกันในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ ?เพื่อหาข้อยุติให้ได้ว่า สมควรดำเนินการในรูปแบบใดแต่มีแนวโน้มสูงว่า ?จะจัดทำในรูปแบบห้องสมาร์ทคลาสรูม โดยได้ทดลองคำนวณว่าถ้าจะจัดทำห้องสมาร์ทคลาสรูมที่มีประสิทธิภาพระดับมาตรฐาน ใช้เครื่องแท็บเล็ตระดับราคา 8,000-9,000 บาท ซึ่งสามารถใช้งานได้ดีกว่าแท็บเล็ตราคาถูกแล้ว ? วงเงินงบประมาณโครงการแท็บเล็ตปี 57 ประมาณ 5,800 ล้านบาท จะสามารถจัดสร้างห้องสมาร์ทคลาสรูมให้โรงเรียนได้ 15,000 โรง ๆ ละ 1 ห้อง โดยคิดเป็นงบประมาณที่ใช้ต่อห้อง ได้แก่ ห้องขนาด 20 เครื่อง ราคาห้องละประมาณ 2.5 แสนบาท ขนาด 30 เครื่อง ราคาห้องละประมาณ 3.5 แสนบาท ขนาด 40 เครื่อง ราคาห้องละประมาณ 4.5 แสนบาท และขนาด 50 เครื่อง ราคาห้องละประมาณ 5.4 แสนบาท ทั้งนี้ เบื้องต้น ได้กำหนดโรงเรียนที่จะจัดทำห้องเรียนสมาร์ทคลาสรูมออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1.โรงเรียนประจำจังหวัดและโรงเรียนขนาดใหญ่ 2.โรงเรียนประจำอำเภอ 3. โรงเรียนดีศรีตำบล และ4.โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งหากใช้รูปแบบนี้ดำเนินการ 1-2 ปีก็ทำได้ครบเพราะโรงเรียนทั่วประเทศมีประมาณ 30,000 กว่าโรง
มติที่ให้ยกเลิกโครงการจัดซื้อแท็บเล็ตเป็นความเห็นของฝ่ายสังคมจิตวิทยา ซึ่งต้องนำเสนอ คสช.ชุดใหญ่ต่อไป ซึ่ง คสช.อาจมีการพิจารณาเพิ่มเติมหรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงมติได้ แต่สำหรับตอนนี้เหตุผลที่เห็นสมควรให้ยกเลิกโครงการจัดซื้อแท็บเล็ตเพราะเป็นภาระงบประมาณสูงมาก สำหรับการจัดซื้อแท็บเล็ตแจกนักเรียนให้ทุกคน แต่นักเรียนกลับใช้เครื่องแท็บเล็ตวันละ 1-2 ชั่วโมง ขณะที่เครื่องแท็บเล็ตที่จัดซื้อมามีคุณภาพต่ำ "นายกมล กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากมีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณจริง สพฐ.จะต้องทำเรื่องเปลี่ยนแปลงชื่อโครงการไปยังสำนักงบฯ และ คสช. ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีชื่อแน่นอน แต่อาจจะใช้ชื่อว่าโครงการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา หรือ โครงการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา โดยในส่วนของงบประมาณปี 2556 ที่ยังเหลือการจัดซื้อในโซน 4 ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จำนวน 1,170 ล้านบาท สพฐ.จะต้องขอกันงบประมาณเหลื่อมปีและขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณ 2557และ ได้วางแผนว่า จะนำงบประมาณปี 56 มาจัดทำเป็นโครงการนำร่องก่อน ซึ่งจะทำได้ประมาณ 4,000 โรง และเลือกนำร่องในโรงเรียนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ โซน 4 ก่อน ??
นายกมล กล่าวต่อว่า หากเลือกทำห้องเรียนสมาร์ทคลาสรูม ในส่วนการจัดซื้อนั้นแต่ละหน่วยงานจะดำเนินการเองแต่เบื้องต้นคิดว่า สพฐ. อาจจะต้องกำหนดสเปกกลางกำกับไว้ เฉพาะโรงเรียนในสังกัด สพฐ. คงจะให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เป็นผู้ดำเนินการ?
อย่างไรก็ตาม ในส่วนการดำเนินการโซนที่ 1-3 ?นั้น โซน 1-2 อยู่ระหว่างการจัดส่งเครื่องแท็บเล็ตตามสัญญา ส่วนโซนที่ 3 ได้รับรายงานว่าการจัดส่งเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ในการประชุมกับฝ่ายสังคมจิตวิทยา ได้กำชับให้หน่วยงานที่ยังไม่เซ็นสัญญาจัดซื้อกับบริษัทที่ชนะการประมูล คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ไปเซ็นสัญญาให้เรียบร้อยเพราะการดำเนินการลุล่วงไปหมดแล้ว?
ส่วนกรณีที่มีการยกเลิกโซน 4 ?ใน ส่วนของ สพฐ.สช และสำนักพระพุทธศาสนา เนื่องจากยังไม่ได้มีการประมูลจัดซื้อจัดจ้างจึงไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น คาดว่าจะไม่มีปัญหาการฟ้องร้องแน่นอน สำหรับเครื่องแท็บเล็ตที่แจกให้เด็กติดตัวไปตั้งแต่เริ่มโครงการนั้น เนื่องจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังระบุว่าแท็บเล็ตถือเป็นครุภัณฑ์ของโรงเรียนที่สุดแล้วนัก เรียนและผู้ปกครองจะต้องคืนกับโรงเรียน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเรียกคืนตั้งแต่ตอนนี้ เพียงแต่ว่าจากนี้คณะทำงานจะหาวิธีการและกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อที่นักเรียน ทุกคนจะใช้ประโยชน์ได้สูงสุด