แพทย์ตัดชิ้นเนื้อ "น้องเติ้ล" เร่งหาสาเหตุ 7 วันรู้ผล

น้องเติ้ล ได้รับการรักษาแล้ว พบแพทย์ไม่นานก็มีเลือดออกที่ใต้เข่าขวา ทำให้หมอได้ตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจได้ทันที ใช้เวลาหาสาเหตุไม่เกิน 7 วันรู้ผล เพื่อจะได้ยาให้ตรงกับสาเหตุอย่างถูกต้อง
ข่าว
จากกรณีที่เด็กชายกิตติศักดิ์ เจริญอินทร์ หรือ น้องเติ้ล อายุ 10 ปี ชาว อ.พระยืน จ.ขอนแก่น มีอาการโรคประหลาด เหงื่อออกเป็นเลือด ซึ่งล่าสุดแพทย์โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้รับตัวเป็นคนไข้เพื่อทำการรักษา โดยวิธีการตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่เลือดไหลออกมาตรวจ แต่ต้องมีการตัดทันทีที่พบว่ามีเลือดออก โดยให้พักเพื่อรอดูอาการที่ห้องแยกพิเศษ 2 ตึกเด็ก 2 โรงพยาบาลศรีนครินทร์
รศ.นพ.อภิชาติ จุระวุฒิพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ เปิดเผยว่า ตอนแรกที่พ่อแม่ได้พาน้องเติ้ลเดินทางมาช่วงเช้าวันที่ 9 มิ.ย. ทางโรงพยาบาลไม่สามารถจัดห้องพักให้ได้ เนื่องจากต้องการให้พักในห้องแยกเฉพาะ เพื่อจะได้ดูอาการอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งเวลา ช่วงเย็นวันที่ 9 มิ.ย.ได้รับตัวเข้ามาพักที่ห้องพิเศษเด็กตึก 2 ง ถือว่าเป็นจังหวะประจวบเหมาะ หลังจากเข้าพักไม่นาน ก็มีเหงื่อเลือดไหลออกที่บริเวณใต้เข่าขวา แม่ของน้องเติ้ลรีบเรียกแพทย์พยาบาลเข้ามาดู จึงได้ทำการตัดชิ้นเนื้อบริเวณนั้นไปเพื่อไปตรวจได้ทันท่วงที
จากนั้นยังคงมีการไหลของเหงื่อเลือดอีกเป็นระยะ โดยไหลออกที่บริเวณใต้เข่าซ้าย ในช่วงเวลา 18.10 น. ที่ต้นแขนซ้าย เวลา 19.53 น. จนกระทั่งรุ่งเช้าวันที่ 10 มิ.ย. เวลา 06.10 น.มีเหงื่อเลือดไหลออกที่บริเวณใต้เข่าซ้าย และล่าสุดได้ไหลออกที่บริเวณโหนกแก้ม เมื่อเวลา 09.30 น. แต่การไหลครั้งหลังนี้ไม่มากนัก และทุกจุดจะหยุดไหลทันทีเมื่อเช็ดเลือดออก โดยไม่มีแผลเป็นหรือร่องรอยของบาดแผลใดๆ
เบื้องต้นแพทย์ได้นำตัวอย่างเหงื่อไปตรวจพบว่าส่วนประกอบของเหงื่อมีเกลือแร่ปกติ แต่ในส่วนของเลือดที่ปนมากับเหงื่อจะทราบผลในวันพรุ่งนี้ ส่วนผลการตรวจชิ้นเนื้อที่ตัดไปเฉพาะจุดที่บริเวณใต้เข่าขวานั้นจะทราบผลในอีกประมาณ 1 สัปดาห์
รศ.นพ.อภิชาติ กล่าวว่า เบื้องต้นสันนิษฐานว่า สาเหตุน่าจะเกิดที่เส้นเลือดบริเวณต่อมเหงื่อมีมากกว่าปกติ เลยปนออกมากับเหงื่อ และอาจจะมีภาวะเครียดประกอบไปด้วยจึงกระตุ้นให้เกิดภาวะเลือดออกกับเหงื่อ และครั้งนี้ทราบว่าแตกต่างจากทุกครั้งเนื่องจากไหลเป็นระยะ ทิ้งช่วงห่างกันหลายชั่วโมง โดยที่ผ่านมาจะไหลหลายจุดต่อเนื่องกันทันที ทั้งนี้ต้องรอผลวินิจฉัย เพื่อจะได้ให้ตัวยาที่ตรงกับสาเหตุ ประกอบกับโดยรวมเด็กไม่มีอาการผิดปกติทางร่างกาย ทางโรงพยาบาลก็จะให้กลับบ้าน เพื่อดำเนินชีวิตตามปกติ