รายงานของธนาคารโลกหรือ World Bank ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเปิดเผยว่า เมื่อวัดกันที่ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อหรือ PPP นั่นคือ การเปรียบเทียบกันในเรื่องของอำนาจที่เงินสกุลในแต่ละประเทศนั้นๆ สามารถซื้อหาสินค้าชนิดเดียวกันมาได้โดยเปรียบเทียบ พบว่า อินเดียได้แซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 3 โดยคิดเป็นสัดส่วน 6.4 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีโลก ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงรั้งตำแหน่งผู้นำต่อไปที่ 17.1 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วยจีนที่ 14.9 เปอร์เซ็นต์ ส่วนญี่ปุ่นที่ตกลงไปเป็นอันดับที่สี่มีสัดส่วนของจีดีพีต่อทั้งโลกอยู่ที่ 4.8 เปอร์เซ็นต์ข้อมูลที่ธนาคารโลกใช้ในการคำนวณเป็นข้อมูลของปี 2554 และเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2548 แล้ว ก็จะเห็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศนี้ที่ขึ้นมาถึง 7 อันดับ จากอันดับที่ 10 มาเป็นที่ 3 ในเวลาเพียงแค่ 6 ปีเท่านั้นอย่างไรก็ตาม เมื่อดูที่ข้อมูลจีดีพีต่อหัว หรือการเอาจีดีพีมาหารด้วยจำนวนประชากรทั้งหมดแล้ว กลับพบว่ายังอยู่ในระดับที่ต่ำ นั่นคือ อยู่ในอันดับที่ 127 จากทั้งหมด 199 ประเทศ เพราะอินเดียยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคนยากจนมากที่สุดในโลก มีความเหลื่อมล้ำของรายได้สูง ดังนั้น ประเทศที่รวยที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดครับเมื่อเศรษฐกิจของอินเดียเติบโต สิ่งที่ตามมาเป็นเงาตามตัวก็คือปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงเรื่อยๆ และปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งตอนนี้ผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศจากแต่ละพรรคต่างก็กำลังหาเสียงกันอย่างดุเดือดก่อนที่้การเลือกตั้งมาราธอรทั้งหมด 9 ครั้ง จะสิ้นสุดลงในช่วงกลางเดือนนี้ โดยต่างก็สัญญาว่าจะปฏิรูประบบเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้ระบบการเมืองมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้นครับ