เนชั่นทีวี

ข่าว

ศาล รธน.มีมติเอกฉันท์รับวินิจฉัยคำร้อง ปมย้าย"ถวิล"

02 เม.ย. 2557 | wanchat

ศาล รธน.มีมติเอกฉันท์รับวินิจฉัยคำร้อง ปมย้าย"ถวิล"

2 เม.ย.57 - ศาล รธน.มีมติเอกฉันท์รับวินิจฉัยคำร้องส.ว.ปม "ยิ่งลักษณ์"ใช้อำนาจแทรกแซงย้าย "ถวิล"ไม่เป็นธรรม

ศาลรัฐธรรมนูญ - 2 เม.ย. 2557 -  ศาล รธน.มีมติเอกฉันท์รับวินิจฉัยคำร้องส.ว.ปม "ยิ่งลักษณ์"ใช้อำนาจแทรกแซงย้าย "ถวิล"ไม่เป็นธรรม สั่งให้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน15 วัน ส่วนคดีที่ศรส.ร้องให้การชุมนุมกปปส.ไม่ชอบด้วยรธน. ไม่รับวินิจฉัยระบุความผิดอาญามีการดำเนินคดีจนศาลอาญาอนุมัติหมายจับแล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา และคณะ 28 คนได้ยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีระหว่างนายถวิล เปลี่ยนสี และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ในการโอนนายถวิลจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2554 ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยมิใด้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายและไม่ได้อยู่ในขอบเขตกฎหมาย ไม่มีเหตุผลรองรับที่มีอยู่จริงและอธิบายได้. จึงถือเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกฯมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ คือ วันที่ 30 กย. 2554 โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นของไปตามคำพิพากษาตามมาตรา 69  และให้นายถวิลกลับคืนสู่ตำแหน่งภายใน 45 วัน ฝ่ายผู้ร้องเห็นว่า ปัจจัยสำคัญในการโอนนายถวิล พ้นจากตำแหน่งเลขาสมชฯเชื่อได้ว่าเป็นความประสงค์ที่จะให้ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ดำรงอยู่ในขณะนั้นว่างลง เพื่อแต่งตั้งบุคคลอื่นให้ดำรงตำแหน่งแทน โดยปรากฏพฤติการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือประชาชน แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตนเองและเครือญาติตลอดจนพรรคเพื่อไทยที่น.ส.ยิงลักษณ์ สังกัดอยู่ จึงเห็นว่าการกระทำของน.ส ยิ่งลักษณ์เป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าไปแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ในการแต่งตั้งหรือโอนย้ายข้าราชการประซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง. และเป็นการให้ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช้ข้าราชการการเมืองพ้นจากตำแหน่ง โดยมิใช่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภากฎหมายบัญญัติ อันเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (2)และ(3) อย่างชัดแจ้งมีผลทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.ยิงลักษณ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว กรณีตามคำร้องเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ประกอบมาตรา 182 วรรคสามที่บัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภามีสิทธิที่ชื่อต่อประธานสภาแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่า สมาชิกภาพของสมาชิกคนหนึ่งคนใดแห่งสภานั้นสิ้นสุดลง. และให้ประธานสภาฯที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า  สมาชิกภาพผู้นั้นสิ้นสุดหรือไม่ โดยให้นำบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และมาตรา 92 มาใช้บังคับกับการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีว่ามีการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา  182 วรรคหนึ่ง (7)หรือไม่ เมื่อคำร้องนี้มีสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในหนึ่งสิบยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภาและได้มีการส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะรับไว้พิจารณาวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเอกฉันท์ ให้รนับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยและให้นายกรัฐมนตรีชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วันนับแต่วันรับสำเนาคำร้อง     ส่วนกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม  อยู่บำรุง  ผอ.ศรส. ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามม. 68 ว่า นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ กับพวกรวม 54 คนกระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ  โดยคำร้องนี้ร.ต.อ.เฉลิม ร้องว่ากลุ่มกปปส.ได้จัดให้มีการชุมนุมเพื่อคัดค้างร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแม้ต่อมาร่างกฎหมายไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาแต่กปปส.ไม่ได้ยุติการชุมนุม ยังคงสร้างเงื่อนไขบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมต่อไป และยกระดับการชุมนุมขับไล่ระบอบทักษิณ ล้มล้างอำนาจฝ่ายบริหาร โดยจัดชุมนุมขับไล่โค่นล้มรัฐบาลเพื่อปฏิรูปการปกครองประเทศใหม่ จัดตั้งรัฐบาลประชาชน สภาประชาชน ศาลประชาชน ปิดเส้นทางการจรจา บุกยึดปิดล้อมสถานที่ต่าง ๆ ขัดขวางการเลือกตั้ง ปิดกรุงเทพ  ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และใช้กำลังประทุษร้าย  โดยศรส. เห็นว่าแม้รัฐธรรมนูญม. 63 วรรค 1 จะบัญญัติให้บุคคลต้องมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ แต่การชุมนุมต้องไม่กระทบสิทธิแสรีภาพของผู้อื่น รวมถึงไม่กระทบกับความสงบเรียบร้อยกับคนในประเทศ  เพราะกฎหมายที่ตราออกมาใช้บังคับ ย่อมมีจุดประสงค์เพื่อจัดระเบียบ และรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ดังนั้น การอ้างว่ามีเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแต่กระทำละเมิดกฎหมาย จึงไม่ถือเป็นการชุมนุมโดยสงบ       ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องดังกล่าวแล้ว เห็นว่าการที่ศรส.กล่าวอ้างการกระทำเกี่ยวกับการปิดเส้นทางจราจร การชุมนุมลักษณะดาวกระจายเข้ายึดพื้นที่หน่วยงานราชการ ปิดล้อมสถานที่เลือกตั้ง รวมถึงการสะสมอาวุธปืน วัตถุระเบิดและอาวุธอื่น ๆ ศาลเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างว่ากลุ่มกปปส. กระทำผิดทางอาญาและกฎหมายฉบับต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการจนกระทั่งศาลอาญาได้ออกหมายจับผู้ต้องหาไว้จำนวนหนึ่งแล้ว คำร้องของศรส.จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญม. 68 วรรค 1 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

ข่าวล่าสุด