เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 ก.พ. ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติฯ 7 รอบ จ.เชียงใหม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานในการประชมแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมมอบนโยบายและแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์ โดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการ รองนายกรัฐมนตรี และนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ทั้งนี้ นายปลอดประสพ ได้รายงานสถานการณ์ภัยแล้งของประเทศว่าในขณะนี้ได้มีการประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้วจำนวน 14 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2556 จนถึงวันนี้ (27 ก.พ.) มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้วจำนวน 14 จังหวัด 59 อำเภอ 2,667 หมู่บ้าน คิดเป็น 3.81% ของจำนวนหมู่บ้านทั้งประเทศ โดยภาคเหนือ มี 4 จังหวัดคือ จ.อุตรดิตถ์ สุโขทัย แพร่และตาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จังหวัด คือ บุรีรัมย์ มหาสารคาม ขอนแก่น และศรีสะเกษ ภาคกลาง จำนวน 3 จังหวัด คือ สิงห์บุรี ชัยนาท และสระบุรี ภาคตะวันออก 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และปราจีนบุรี ภาคใต้ 1 จังหวัด คือจังหวัดตรัง นายปลอดประสพ กล่าวว่า น้ำในปี 2557 มากกว่า ปี 2556 เพียง 1% ก็ตาม และแผนการใช้น้ำต่ำกว่าปกติ โดยจะต้องมีการคุมสภาพการใช้น้ำ ซึ่งในปีที่ผ่านมีการใช้น้ำ 20,000 ลบ.ม. ซึ่งในปัจจุบันมี 11,000 ลบ.ม.การใช้น้ำในปีนี้มีการเน้นการเกษตร 62% ระบบนิเวศ 28% อุปโภค บริโภค 9% โดยปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ในปัจจุบันอยู่ที่ 40% จึงจำเป็นประโยชน์จากปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้านน.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า จากข้อมูลสถานการณ์ภัยแล้ง จึงขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม โดยเน้นการบริหารจัดการน้ำและการกระจายน้ำแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการวางแผนการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด บูรณาการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระดับพื้นที่ โดยชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน และเกษตรกรเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งเรื่องของน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค โดยให้เร่งสำรวจปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่ น้ำเพื่อการเกษตร ประสานการจัดทำฝนหลวง และเร่งสูบน้ำช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชอายุสั้น ที่ใช้น้ำน้อยและน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ ให้มีการวางแผนการเปิด - ปิด ประตูระบายน้ำ และปล่อยน้ำจากเขื่อนให้สัมพันธ์กับช่วงระยะเวลาน้ำทะเลหนุน นอกจากนี้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์กลางการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 รวมทั้งขอให้มีการสำรวจพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ประสบภัยแล้งอย่างครบถ้วน โดยแบ่งพื้นที่ตาม Area Base โดยลงลึกระดับชุมชน หมู่บ้าน และแนวทาง Single Command ของรัฐบาลในการสั่งการ อำนวยการและประสานงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และจัดเตรียมกำลังคน และวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ เครื่องมือเครื่องใช้ ตรวจสอบปรับปรุงแหล่งน้ำ และหากเกิดสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่รับผิดชอบ พิจารณาให้การช่วยเหลือในทันที และรายงานให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทันที เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือ