นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีต สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแกนนำ กปปส. เวทีปทุมวัน เปิดเผยว่าในวันที่ 24 ม.ค. ฝ่ายกฎหมายของ กปปส. จะไปยื่นคำร้องต่อศาล อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลอาญา, ศาลเพ่ง เพื่อขอให้พิจารณาเอาผิดรัฐบาลหลังมีมติประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ที่มีการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด ส่วนรายละเอียดคำร้องนั้นเบื้องต้นจะมีการขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวการชุมนุมด้วย และหากการยกร่างแล้วเสร็จจะมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง นายสาทิตย์ ประเมินการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ทั้ง7เวทีในพื้นที่สำคัญๆ ของกทม. เป็นวันที่ 10 ว่า ถือว่าใกล้บรรลุเป้าหมายของการชุมนุมแล้ว เพราะจากการใช้มาตรการกดดันรัฐบาลด้วยการปิดสถานที่ราชการนั้นทำให้เห็นว่ารัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลว ไม่สามารถสั่งการหน่วยงานราชการได้ ทั้งระบบราชการในฝ่ายปกครอง, ทหารทั้งหมด และตำรวจส่วนใหญ่ " ดังนั้นต่อจากนี้ไปขอให้จับตาการเปลี่ยนแปลงภายในของรัฐบาลและน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าจะยอมลาออกอย่างสมัครใจ หรือลาออกเพราะถูกบังคับ แต่ส่วนตัวมองว่าขณะนี้รัฐบาลยังพยายามประคองตัวให้อยู่ในอำนาจไปจนถึงวันที่ 2 ก.พ. และคิดว่าตนเองถือไพ่พิเศษในมือ โดยส่วนตัวมองว่ายังเหลือคนเสื้อแดง แต่การจะให้คนเสื้อแดงออกมานั้นไม่ง่าย ดังนั้นแนวทางของ กปปส. จะยังกดดันรัฐบาลต่อไป "นายสาทิตย์ กล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรต่อการเลือกใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม นายสาทิตย์ กล่าวว่า ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นมี 2 อย่าง คือ 1. จับตัวแกนนำ ซึ่งขณะนี้มีความพยายามอย่างต่อเนื่อง และ2.การใช้กำลังตำรวจล้อมปราบประชาชน ซึ่งการใช้กำลังนั้นไม่สามารถทำได้โดยง่ายเฉพาะการออกคำสั่งโดยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ฐานะ ผอ.ศรส. เนื่องจากต้องมีคำสั่งจากศาลก่อนว่าการชุมนุมนั้นเป็นการชุมนุมไม่สงบ มีการพกอาวุธในม็อบ เหมือนอย่างปี 53 ก่อน เจ้าหน้าที่ถึงใช้กำลังสลายการชุมนุมได้