กสม. ออกแถลงการณ์ห่วง ชัทดาวน์กรุงเทพ
08 ม.ค. 2557 | wanchat

กรรมการสิทธิฯ - 8 ม.ค. 2556 - กสม. ออกแถลงการณ์ห่วงกปปส.ชัทดาวน์กรุงเทพ 13 ม.ค.หวั่นเกิดเหตุรุนแรงซ้ำ
ข่าว
08 ม.ค. 2557 | wanchat

กรรมการสิทธิฯ - 8 ม.ค. 2556 - กสม. ออกแถลงการณ์ห่วงกปปส.ชัทดาวน์กรุงเทพ 13 ม.ค.หวั่นเกิดเหตุรุนแรงซ้ำ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกแถลงการณ์ แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ชุมนุมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.)ที่ประกาศนัดเชิญชวนประชาชน มาร่วมแสดงพลังยกระดับการชุมนุมตามพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร และจะมีการเดินรณรงค์ทั่วกรุงเทพมหานครต่อเนื่อง เพื่อชักชวนให้ประชาชนมาร่วมการชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 13 ม.ค โดยเกรงว่าอาจจะมีเหตุความรุนแรง หรือความสูญเสียขึ้นอีก เนื่องจากที่ผ่านมามีบทเรียนความสูญเสียที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในวันที่ 30 พ.ย.56ที่ บริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหงและสนามราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 1-2 ธ.ค. 56 ณ บริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ และในวันที่ 26 ธ.ค. 56 ณ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น) จนกระทั่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 461 ราย และเสียชีวิต จำนวน 4 ราย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนคำนึงและสมควรดำเนินการตามข้อที่ควรปฏิบัติ โดย 1 ผู้จัดการชุมนุมและกลุ่มผู้ชุมนุมจะต้องมีหน้าที่ร่วมกัน ทำให้เกิดการชุมนุมเป็นไปโดยความสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ หรือสิ่งเทียมอาวุธทุกชนิดในพื้นที่การชุมนุม โดยยึดแนวทางสันติวิธี หลักนิติธรรม ภายใต้หลักการสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 2. รัฐบาลต้องดูแลการชุมนุม ให้เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย และป้องกันมิให้เกิดความรุนแรง จากบุคคลผู้ไม่หวังดี ภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย และเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล โดยจะต้องหลีกเลี่ยงและป้องกันมิให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงที่ไม่พึงประสงค์ ดังเช่นที่เกิดขึ้นมาแล้ว ณบริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหงและสนามราชมังคลากีฬาสถาน บริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ และศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น) 3. รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง และร่วมมือประสานงานการข่าวกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ศูนย์รักษาความปลอดภัย เป็นต้น เพื่อให้การข่าวมีประสิทธิภาพ ไม่ให้กลุ่มที่มีอุดมการณ์ที่ต่าง และความเห็นต่าง เผชิญหน้ากัน อันจะช่วยป้องปรามและยับยั้งไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น 4. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรเร่งสืบสวน สอบสวน หาผู้กระทำความผิดจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ได้แก่ บริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหงและสนามราชมังคลากีฬาสถาน บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น) มาดำเนินการตามกฎหมาย และรายงานให้สาธารณชนทราบเป็นระยะๆ โดยเร็ว 5.รัฐบาลจะต้องให้การดูแลรักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ การเยียวยาผู้เสียหาย ผู้บาดเจ็บ และผู้ที่เสียชีวิตจากกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้เป็นมาตรฐานเพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรม โดยการให้หลักประกันว่าจะให้ความเป็นธรรมและเยียวยาทุกฝ่าย ทั้งในรูปเงินช่วยเหลือ การฟื้นฟู การช่วยเหลืออื่น ๆ และการเยียวยาด้านจิตใจโดยไม่เลือกปฏิบัติ 6. สื่อมวลชนต้องนำเสนอข่าวที่เป็นข้อเท็จจริง เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และต้องเป็นการสร้างสรรค์ ช่วยให้สังคมเกิดความสันติ 7. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ใคร่ขอความอนุเคราะห์จากทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบหรือพบเห็นเหตุการณ์ความรุนแรง ให้เก็บรวบรวมหลักฐานต่างๆ เช่น บันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือเก็บวัตถุพยานไว้เป็นหลักฐาน และนำส่งสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือแจ้งข้อมูลผ่านสายด่วน 1777 หรือทางอีเมล์ [email protected] โดยให้ระบุสถานที่สำหรับติดต่อกลับ เช่น หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมหลักฐานข้อมูลต่างๆ ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอให้ผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ของรัฐ และทุกภาคส่วนต้องอดทน อดกลั้น ยึดมั่นในหลักสันติวิธี เคารพในสิทธิและเสรีภาพของกันและกัน เพื่อมิให้มีเหตุการณ์ความรุนแรงจนเกิดความสูญเสียขึ้นอีก โดยคำนึงถึงประโยชน์และความสงบของประเทศชาติเป็นสำคัญ