เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY: วิกฤตปลาซักเกอร์ระบาดทั่วอาเซียน เอเลียนสปีชีส์ทำลายระบบนิเวศ และทางออกที่ต้องแก้จาก 'ต้นตอ' น้ำเสีย

22 พ.ค. 2569 | nathaorn_som

STORY: วิกฤตปลาซักเกอร์ระบาดทั่วอาเซียน เอเลียนสปีชีส์ทำลายระบบนิเวศ และทางออกที่ต้องแก้จาก 'ต้นตอ' น้ำเสีย

คุณเคยเห็นใครบางคนปล่อย "ปลาซักเกอร์" หรือปลาเทศบาลลงแม่น้ำ แล้วคิดว่ากำลังทำบุญไหม? แท้จริงแล้วนี่อาจเป็นการหยิบยื่น "ความตาย" ให้กับระบบนิเวศธรรมชาติโดยที่เราไม่รู้ตัว... และวันนี้ปัญหานี้กำลังกลายเป็นวิกฤตระดับภูมิภาคที่ต้องแก้ไขร่วมกันทั้งสังคม

ภัยเงียบใต้ผิวน้ำกำลังคุกคามภูมิภาคอาเซียนอย่างเงียบเชียบและรุนแรง เมื่อ "ปลาซักเกอร์" (Suckermouth Catfish) หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ "ปลาเทศบาล" กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในแม่น้ำสายหลักของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จนเข้าขั้นวิกฤตเอเลียนสปีชีส์ (Alien Species) รุกรานสัตว์น้ำท้องถิ่นและโครงสร้างพื้นฐานอย่างรุนแรง ซึ่งหากปล่อยไว้เฉยๆ แหล่งน้ำตามธรรมชาติอาจไม่เหลือสิ่งมีชีวิตดั้งเดิมอยู่อีกเลย

ทำไมปลาที่เราเคยคิดว่ามันจะช่วย ‘ดูดสิ่งสกปรก’ ในตู้สวยงาม ถึงกลายมาเป็นผู้ทำลายล้างแหล่งน้ำธรรมชาติได้ขนาดนี้?



🔵 [จากฮีโร่ทำความสะอาดตู้ปลา สู่เอเลียนสปีชีส์ไร้พ่ายในธรรมชาติ]


ปลาซักเกอร์มีถิ่นกำเนิดจากทวีปอเมริกาใต้ จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดจากการที่ผู้เลี้ยงปลาสวยงามซื้อพวกมันมาเพื่อช่วยทำความสะอาดตู้ปลา แต่เมื่อพวกมันเติบโตจนมีขนาดใหญ่เกินไป ประกอบกับพฤติกรรมความรับผิดชอบที่หละหลวมของผู้เลี้ยงบางกลุ่ม จึงมีการนำพวกมันไปปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ หรือบางส่วนก็หลุดรอดไปในช่วงเกิดน้ำท่วมใหญ่

เมื่อปลาซักเกอร์ลงสู่ธรรมชาติ พวกมันกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ ‘ไร้พ่าย’ ด้วยคุณสมบัติสุดอึด:

  • ความทนทานสูง: สามารถดูดซับออกซิเจนโดยตรงจากอากาศ ทำให้รอดชีวิตในน้ำที่มีมลพิษสูงและออกซิเจนต่ำได้ดีเยี่ยม
  • เกราะป้องกันตัวเอง: มีเกราะแข็งหุ้มตัวจนศัตรูตามธรรมชาติในท้องถิ่นไม่สามารถกัดกินหรือทำอันตรายได้
  • กินไม่เลือกและขยายพันธุ์เร็ว: ตัวเมีย 1 ตัวสามารถวางไข่ได้หลายพันฟองต่อปี

ผลลัพธ์ที่น่าตกใจคือ ในเขตลุ่มแม่น้ำกะลังของมาเลเซีย คาดว่ามีสัดส่วนปลาซักเกอร์สูงถึง 80-90% ของประชากรปลาทั้งหมด ขณะที่แม่น้ำจิลีวุงในกรุงจาการ์ตา ชาวประมงรายงานว่าปลาที่จับได้ 9 ใน 10 ตัวล้วนเป็นปลาซักเกอร์ แทบไม่เหลือปลาท้องถิ่นอย่างปลาตะเพียนจุดหรือปลาเรดเทลแคทฟิชอีกต่อไป

ไม่เพียงแค่นั้น พฤติกรรมการขุดรูลึกถึง 1 เมตรตามริมฝั่งเพื่อวางไข่ ยังทำให้ตลิ่งแม่น้ำอ่อนแอ เกิดการทรุดตัวและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมในเขตเมืองใหญ่ในช่วงฝนตกหนักอีกด้วย

เมื่อจิตสำนึกส่วนบุคคลในการไม่ปล่อยปลาต่างถิ่นอาจยังไม่เพียงพอ แล้วเราจะสามารถผสานพลังของประชาชนและภาครัฐเพื่อหยุดยั้งวิกฤตนี้ได้อย่างไร?

 

🔵 [เงินนำทางและพลังอาสา: โมเดลสู้รบของเพื่อนบ้านที่ไทยต้องศึกษา]


ในขณะที่มาตรการทางกฎหมายอย่าง "กฎระเบียบรัฐมนตรีเลขที่ 41 ปี 2014" ของอินโดนีเซียที่ห้ามนำเข้าสัตว์น้ำอันตรายอาจจะช้าไป เพราะปลาเหล่านี้ได้แพร่กระจายไปก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ภาครัฐและภาคประชาสังคมในเพื่อนบ้านก็ได้หันมาใช้มาตรการเชิงรุกที่น่าสนใจ:

มาตรการรับซื้อล่าปลาซักเกอร์: รัฐสลังงอร์ ประเทศมาเลเซีย ออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยรับซื้อปลาซักเกอร์ที่ประชาชนจับได้ในราคา 1 ริงกิต (หรือประมาณ 8 บาท) ต่อกิโลกรัม ช่วยลดจำนวนประชากรปลาได้อย่างเห็นผลในจุดสำคัญ

พลังอาสาสมัคร: กลุ่มอาสาสมัครหน่วยล่าปลาต่างถิ่นมาเลเซีย (SPIA) สามารถจับปลาซักเกอร์ออกจากแหล่งน้ำได้ถึง 75 ตัน ภายในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา

การจัดการเชิงรุกของเมืองหลวง: ปราโมโน อานุง ผู้ว่าราชการกรุงจาการ์ตา สั่งการล่าปลาซักเกอร์ทั่วเมือง จนสามารถกำจัดปลาเหล่านี้ได้มากกว่า 5.3 ตัน ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์

การแก้ปัญหาด้วยวิธีล่าและนำซากปลาไปทำปุ๋ยหรืออาหารสัตว์ (ภายใต้การตรวจสอบสารตกค้างอย่างเคร่งครัด) ถือเป็นทางออกที่ดี แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า... วิธีการทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดไม่ใช่ตัวปลา แต่คือ "สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม" ที่เอื้อให้พวกมันเติบโตใช่หรือไม่?



🔵 [ปลาซักเกอร์ยึดแม่น้ำ: กระจกสะท้อน ‘ความเสื่อมโทรม’ ของสิ่งแวดล้อมเมือง]


เวอรีล ฮาซัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จากมหาวิทยาลัยแอร์ลังกา ได้ชี้ให้เห็นมุมมองเชิงโครงสร้างที่สำคัญว่า การจับปลาจำนวนมากเป็นเพียงทางออกชั่วคราวเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือ "การฟื้นฟูแม่น้ำและการควบคุมมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมและขยะครัวเรือนอย่างจริงจัง"



"การที่พวกมันสามารถครอบครองลำน้ำได้นั้น พิสูจน์ให้เห็นว่าแหล่งน้ำดังกล่าวมีมลพิษสูงเกินกว่าที่สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติจะรับมือได้"



หากแหล่งน้ำธรรมชาติสะอาด มีออกซิเจนเพียงพอ และมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ปลาท้องถิ่นก็จะสามารถกลับมาขยายพันธุ์และสร้างสมดุลประชากรตามธรรมชาติได้เอง แต่ในวันนี้ แม่น้ำหลายแห่งเน่าเสียจนมีเพียงปลาซักเกอร์ที่ทนทานเท่านั้นที่อยู่รอด

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง นักรณรงค์ชาวอินโดนีเซียอย่าง อารีฟ กามารูดิน ที่ใช้ช่องทาง TikTok ในการให้ความรู้ ได้เน้นย้ำว่า:



"หลายคนไม่รู้ว่าปลาซักเกอร์เป็นเอเลียนสปีชีส์ และไม่รู้ว่ามันกำลังคุกคามปลาท้องถิ่น และจำเป็นต้องได้รับการกำจัดออกจากทะเลสาบและแม่น้ำ..."



เราต้องเปลี่ยนความเชื่อผิดๆ ที่ว่าปลาชนิดนี้ช่วยทำความสะอาดแม่น้ำ แท้จริงแล้วพวกมันไม่ได้ช่วยบำบัดน้ำเสีย พวกมันแค่มีความสามารถในการอาศัยอยู่ร่วมกับน้ำเสียได้ดีกว่าปลาชนิดอื่นต่างหาก

🔵 [ร่วมกู้คืนแม่น้ำสะอาด: คืนบ้านที่ปลอดภัยให้ปลาท้องถิ่น]


บทเรียนจากเพื่อนบ้านในอาเซียนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเอเลียนสปีชีส์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ต้องการความร่วมมือในทุกมิติ ตั้งแต่จิตสำนึกของคนเลี้ยงสัตว์ปลาสวยงามที่ไม่ปล่อยปลาพร่ำเพื่อ การรวมกลุ่มของภาคประชาชนเพื่อช่วยกันสกัดกั้น ไปจนถึงนโยบายเชิงโครงสร้างของภาครัฐในการควบคุมมลพิษทางน้ำและการจัดการน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ

วันนี้หากเราลองหันกลับมามองแม่น้ำหรือลำคลองใกล้บ้านของเรา...

คุณคิดว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่พวกเราต้องหันมาพูดคุยและเรียกร้องการจัดการคุณภาพน้ำในชุมชนอย่างจริงจัง? และคุณคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการ "ตั้งค่าหัว/รับซื้อเอเลียนสปีชีส์" ของประเทศเพื่อนบ้าน คิดว่าโมเดลนี้จะนำมาปรับใช้ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่?