เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY: วิกฤตโลกร้อน เร่งแผ่นดินไหวภัยเงียบใต้เปลือกโลก! วิจัยเผยระดับน้ำทะเลสูง-พายุแรง กระตุ้นรอยเลื่อนขยับตัวเร็วกว่าเดิม

20 พ.ค. 2569

STORY: วิกฤตโลกร้อน เร่งแผ่นดินไหวภัยเงียบใต้เปลือกโลก! วิจัยเผยระดับน้ำทะเลสูง-พายุแรง กระตุ้นรอยเลื่อนขยับตัวเร็วกว่าเดิม

จะเป็นอย่างไร... ถ้าทุกครั้งที่เราเปิดแอร์ทิ้งไว้ ขับรถยนต์ปล่อยควันดำ หรือเพิ่มก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ไม่เพียงแต่จะทำให้อากาศข้างบนร้อนอบอ้าวขึ้น แต่กำลังส่งแรงกดดันมหาศาลลึกลงไปใต้โลก จน "รอยเลื่อน" ที่เราเหยียบอยู่พร้อมจะขยับตัวและสั่นสะเทือนเร็วกว่าที่ธรรมชาติควรจะเป็น?

คุณเคยคิดไหมว่า "ภาวะโลกร้อน" และ "แผ่นดินไหว" คือสองเรื่องที่อยู่คนละขั้วโลก? เรื่องหนึ่งเกิดขึ้นบนชั้นบรรยากาศที่แปรปรวน แต่อีกเรื่องเกิดจากพลังงานลึกลับใต้พิภพที่ไม่มีใครคาดเดาได้

ทว่า วันนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกได้ออกมาเตือนเราแล้วว่า สองเรื่องนี้แท้จริงแล้วเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น และผลกระทบจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเรา กำลังส่งแรงกดดันมหาศาลลงลึกไปใต้แผ่นเปลือกโลกอย่างที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน!



🔵 [เมื่อ "โลกร้อน" กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาภัยพิบัติใต้พิภพ]


ผลการศึกษาล่าสุดในชื่อ Global Warming Will Increase Earthquake Hazards through Rising Sea Levels and Cascading Effects ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับโลก Seismological Research Letters (29 พฤษภาคม 2024) โดยคณะนักวิจัยจากศูนย์วิจัยธรณีศาสตร์ GFZ ของเยอรมนี ร่วมกับมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้เผยความจริงที่น่าตกใจว่า "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ กำลังเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดแผ่นดินไหวบ่อยและรุนแรงขึ้นทั่วโลก"

จากการศึกษาพบว่า เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายและส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก IPCC ระบุว่า ระดับน้ำทะเลโลกขยับเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 1.4 มิลลิเมตรต่อปี (ในช่วงปี 1901-1990) พุ่งสูงขึ้นเป็น 3.6 มิลลิเมตรต่อปี (ในช่วงปี 2006-2015) และคาดการณ์ว่าอาจพุ่งสูงขึ้นอีก 0.43 - 0.84 เมตร ภายในปี 2100

น้ำหนักของมวลน้ำมหาศาลที่เพิ่มขึ้นนี้เองที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะมันเข้าไปเพิ่ม "แรงดันน้ำใต้ดิน" หรือแรงดันไฮโดรสแตติก (Hydrostatic Pressure) กดทับลงบนเปลือกโลกบริเวณชายฝั่ง รบกวนวัฏจักรแผ่นดินไหวและเร่งรัดให้รอยเลื่อนที่ตึงตัวสะสมพลังงานใกล้ถึงขีดจำกัดอยู่แล้ว ปลดปล่อยพลังงานออกมาก่อนเวลาอันควร



"การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลเพียงไม่กี่เดซิเมตร ก็อาจเพียงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวได้" ศ.มาร์โค บอนฮอฟฟ์ (Prof. Marco Bohnhoff) หัวหน้าทีมวิจัยจาก GFZ ยืนยันถึงความอ่อนไหวของเปลือกโลกต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมด้านบน



แล้วกลไกธรรมชาติใต้พิภพที่ดูเหมือนไกลตัวนี้ เชื่อมโยงกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของคนเมืองและก้าวต่อไปของสังคมเราอย่างไร?

🔵 [เข้าใจกลไกโลก เพื่อก้าวไปสู่การปรับตัวอย่างเท่าทัน]


โดยปกติแล้ว โลกของเราขับเคลื่อนด้วยแรงยักษ์ใหญ่ 3 ประการใต้เปลือกโลก ได้แก่ กระแสการพาความร้อนในชั้นแมนเทิล (Mantle Convection) แรงดันจากสันเขากลางมหาสมุทร (Ridge Push) และแรงดึงจากแผ่นเปลือกโลกมุดตัว (Slab Pull) ซึ่งเปรียบเสมือนสายพานธรรมชาติที่เคลื่อนไปอย่างช้า ๆ

แต่เมื่อมนุษย์เปลี่ยนสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็ว ปริมาณน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นและพายุที่รุนแรงขึ้นจึงทำหน้าที่เหมือน "นิ้วมือที่สะกิดโดนไกปืน" รอยเลื่อนในมหานครชายฝั่งที่มีประชากรหนาแน่นราว 40% ของโลก เช่น ซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส โตเกียว หรือแม้กระทั่งพื้นที่ลุ่มต่ำชายฝั่งใกล้รอยเลื่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่อาจเผชิญภัยพิบัติแบบโดมิโน ทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ ดินถล่ม และปรากฏการณ์ดินเหลว (Liquefaction) ที่สิ่งก่อสร้างจะทรุดจมลงดิน

นี่ไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่เป็นสัญญาณเตือนให้เรามองย้อนกลับมาที่ "ความมั่นคงของชีวิตและครอบครัว" ในวัยที่เรากำลังสร้างตัวและวางรากฐานให้อนาคต

ถ้าเมืองใหญ่ชายฝั่งทั่วโลกกำลังอยู่ในความเสี่ยง แล้วพวกเราในฐานะพลเมืองและภาครัฐ จะร่วมกันเปลี่ยน "ความกังวล" ให้เป็น "ทางรอด" ได้อย่างไร?

 


🔵 [เปลี่ยนความตระหนักรู้ เป็นพลังขับเคลื่อน: เริ่มที่ตัวเรา ขยายผลสู่นโยบายรัฐ]


ข่าวดีก็คือ วิกฤตนี้ไม่ได้ไร้ทางออก นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกชี้ชัดว่า การกระทำของพวกเราในวันนี้สามารถบรรเทาแรงกดดันใต้เปลือกโลกในอนาคตได้!

1. การปรับตัวระดับนโยบายสาธารณะ: ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและหน่วยงานผังเมืองต้องบรรจุ "ปัจจัยโลกร้อน" เข้าไปในแบบจำลองการประเมินภัยพิบัติแผ่นดินไหว การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน อาคารบ้านเรือน และคันกั้นน้ำทะเลในเขตเมืองใหญ่ ต้องคิดเผื่อการรับมือแบบบูรณาการ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

2. การลงทุนในความปลอดภัยระยะยาว: ในฐานะวัยทำงานที่เป็นกำลังหลัก การเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ การสร้างบ้าน หรือการทำประกันภัยพิบัติในอนาคต จำเป็นต้องพิจารณาพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานยืดหยุ่นสูงและปลอดภัยจากความเสี่ยงดินอ่อนหรือดินทรุด

3. การลงมือทำในชีวิตประจำวัน: การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ของเราในแต่ละวัน—ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดพลังงาน การลดการใช้พลาสติก หรือการสนับสนุนขนส่งสาธารณะ—ไม่ใช่แค่เรื่องของ "อากาศที่เย็นสบายขึ้น" อีกต่อไป แต่เป็นการช่วยลดปริมาณน้ำแข็งละลาย ลดแรงกดดันที่ไปกระตุ้นผืนแผ่นดินที่เราและคนที่รักกำลังยืนอยู่

สุดท้ายแล้ว โลกร้อนไม่ใช่แค่เรื่องของหมีขั้วโลก แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงบนแผ่นดินใต้เท้าของเราทุกคน

ร่วมคิด ร่วมสร้างอนาคต
เมื่อได้เห็นว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราบนภาคพื้นดิน ส่งผลสะเทือนลงลึกไปกระตุ้นแผ่นดินไหวใต้เปลือกโลกได้ขนาดนี้ คุณคิดว่า "นโยบายรับมือภัยพิบัติ" ของเมืองไทยในปัจจุบัน ควรมีการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มมุมมองเรื่องโลกร้อนเข้าไปอย่างไรบ้าง เพื่อให้ลูกหลานของเรามีผืนแผ่นดินที่มั่นคงและปลอดภัยในอนาคต?