เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY: พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้าน รัฐบาลเตรียมรับมือวิกฤต เพดานหนี้ไทยไปถึงไหน? ประชาชนได้อะไร?

20 เม.ย. 2569

STORY: พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้าน รัฐบาลเตรียมรับมือวิกฤต เพดานหนี้ไทยไปถึงไหน? ประชาชนได้อะไร?

เมื่อรัฐบาลจะหยิบ "พ.ร.ก. เงินกู้" มาใช้อีกครั้ง ประชาชนอย่างเราควรตื่นตระหนก หรือนี่คือการบริหารประเทศที่จำเป็น?

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งสงครามที่ยังคุกรุ่น ราคาพลังงานที่ผันผวน และภัยแล้งจากซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังคืบคลาน วันนี้รัฐบาลไทยส่งสัญญาณชัดขึ้นว่ากำลังพิจารณาหยิบเครื่องมือชิ้นใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งในคลังนโยบายการคลังออกมาใช้ นั่นคือ พระราชกำหนดกู้เงิน หรือ พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงินสูงถึง 500,000 ล้านบาท



🔵 [รัฐบาลส่งสัญญาณกู้ครึ่งล้านล้าน เหตุผลคืออะไร?]


นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า สถานะเงินคงคลังของประเทศในขณะนี้ "มีค่อนข้างน้อยและมีความตรึงตัว" ขณะที่ความเสี่ยงรอบด้านกำลังสะสมตัว ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่จะฉุดรั้งผลผลิตทางการเกษตรและกระทบเศรษฐกิจในวงกว้าง

รัฐบาลจึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีงบประมาณสำรองขนาดใหญ่ไว้รองรับเหตุฉุกเฉิน โดยอ้างอิงอำนาจตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปิดช่องให้รัฐบาลออก พ.ร.ก. ได้กรณีฉุกเฉินเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ

แต่มีเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจก่อน นั่นคือ การออก พ.ร.ก. ครั้งนี้ ไม่ได้แปลว่าจะกู้เงินจริงเต็มจำนวน 500,000 ล้านบาท ทันที



"ในทางปฏิบัติแม้การกู้เงินจริงอาจจะไม่เต็มวงเงิน 500,000 ล้านบาท แต่ตามหลักการบริหารหนี้สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ตามวงเงินกู้เต็มจำนวนที่ระบุไว้ในกฎหมายก่อน" รองนายกฯ ปกรณ์ กล่าว


แล้วสิ่งนี้จะกระทบเพดานหนี้ของประเทศอย่างไร?

🔵 [เพดานหนี้ไทยกำลังถูกขยาย ตัวเลขที่ต้องจับตา]


ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ราว 66% ของ GDP ซึ่งใกล้เพดานที่ 70% เข้าไปทุกที การออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้จึงต้องดำเนินการควบคู่กับการขยายเพดานหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นกว่า 70% โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้กำหนดตัวเลขสุดท้าย

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยเดินเส้นทางนี้ ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2564 รัฐบาลก็เคยขยายเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% มาแล้ว เพื่อรองรับ พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติมอีก 500,000 ล้านบาท



🔵 [ย้อนรอย 30 ปี ไทยกู้เงินฉุกเฉินกี่ครั้ง?]


หากมองย้อนประวัติศาสตร์การคลังไทย ตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ถึงปัจจุบัน มี 6 รัฐบาล ที่ผ่านการใช้เครื่องมือนี้มาแล้ว รวมกฎหมายกู้เงินทั้งสิ้น 11 ฉบับ แบ่งเป็น พ.ร.ก. ที่มีผลบังคับใช้จริง 8 ฉบับ และ พ.ร.บ. ที่ไม่ผ่านขั้นตอนสุดท้ายอีก 3 ฉบับ

STORY: พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้าน รัฐบาลเตรียมรับมือวิกฤต เพดานหนี้ไทยไปถึงไหน? ประชาชนได้อะไร?



📌 พ.ร.ก. ที่ผ่านและมีผลบังคับใช้ทั้ง 8 ฉบับ มีดังนี้


ยุควิกฤตต้มยำกุ้ง — รัฐบาลชวน หลีกภัย (2541)
รัฐบาลออก พ.ร.ก. ถึง 3 ฉบับในปีเดียว สะท้อนความหนักหน่วงของวิกฤตในขณะนั้น ได้แก่

  • ฉบับแรก วงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อกู้เงินจากต่างประเทศมาฟื้นฟูเศรษฐกิจและเสริมสภาพคล่องภาคเศรษฐกิจ
  • ฉบับที่สอง วงเงินสูงถึง 5 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่กำลังล่มสลาย
  • ฉบับที่สาม วงเงิน 3 แสนล้านบาท เพื่อป้องกันไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ล้มละลายตามไปด้วย

 


ยุคฟื้นฟูหลังต้มยำกุ้ง — รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (2545)
แม้วิกฤตเริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบยังสะสมอยู่ รัฐบาลทักษิณออก พ.ร.ก. วงเงิน 7.8 แสนล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูภาคการเงินอย่างยั่งยืนในระยะที่สอง

ยุควิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ — รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (2552)
เมื่อวิกฤตการเงินโลกปี 2551 กระแทกเศรษฐกิจไทย รัฐบาลออก พ.ร.ก. วงเงิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้แผน "ไทยเข้มแข็ง" เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ



ยุคมหาอุทกภัย — รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (2555)
หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่สร้างความเสียหายมหาศาล รัฐบาลออก พ.ร.ก. วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและวางรากฐานพัฒนาประเทศ



ยุคโควิด-19 — รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (2563-2564)
วิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่บังคับให้รัฐบาลออก พ.ร.ก. ถึง 2 ฉบับติดกัน ฉบับแรกในปี 2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท แบ่งใช้ใน 3 ด้าน ได้แก่ สาธารณสุข การกระตุ้นการบริโภค และส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดเล็ก และฉบับที่สองในปี 2564 วงเงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อรับมือการระบาดระลอกใหม่ โดยก่อนออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ รัฐบาลได้ขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% เป็น 70% ของ GDP ไปก่อนแล้ว



📌 พ.ร.บ. ที่ไม่ผ่าน ทั้ง 3 ฉบับ


นอกจาก พ.ร.ก. ที่มีผลบังคับใช้ ยังมี ร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน ที่ "ไม่รอด" อีก 3 ฉบับ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญไม่แพ้กัน

ฉบับแรก ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. กู้เงินอีกฉบับวงเงินเท่ากับ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท แต่ ครม. ตัดสินใจ ถอนออกจากสภาฯ เองเพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว จึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนนั้นอีกต่อไป

ฉบับที่สอง ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั่วประเทศ แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลด้านวินัยการคลังและกลไกการตรวจสอบที่ไม่ชัดเจน

ฉบับที่สาม ในยุครัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท แก่ประชาชน 50 ล้านคน แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักในประเด็น "กู้เพื่อแจก" และต้องผ่านด่านทั้ง ครม. สภา และศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายร่างนี้ ยังไม่ผ่านเข้าสู่การพิจารณาของสภา และปิดฉากลงพร้อมกับการพ้นตำแหน่งของนายกฯ เศรษฐา

จากภาพรวมทั้งหมด 11 ฉบับ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ทุกครั้งที่ประเทศผ่านพ้นวิกฤตมาได้ มักต้องแลกมาด้วยภาระหนี้ที่สะสมขึ้นเรื่อยๆ และทุกครั้งที่ใช้เงินกู้โดยขาดเป้าหมายชัดเจนหรือกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง ก็ล้วนเผชิญกับคำถามจากสังคมเสมอมา

แล้วครั้งที่ 9 นี้ รัฐบาลปัจจุบันจะเรียนรู้จากอดีตได้มากแค่ไหน?



🔵 [อย่าเพิ่งตื่นตระหนก มันยัง "อีกไกล" กว่าจะเกิดขึ้นจริง]


นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมในวันเดียวกัน ว่าเรื่อง พ.ร.ก. กู้เงิน "ยังอยู่ในขั้นหารือถึงความจำเป็นและความเหมาะสม" และยืนยันว่าในการประชุม ครม. วันที่ 21 เม.ย. นี้จะยังไม่มีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมอย่างแน่นอน ส่วนหนึ่งเพราะรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังยังเดินทางกลับจากต่างประเทศไม่ถึง

รัฐบาลวางแผนจะตั้งวง ครม.เศรษฐกิจทุกวันจันทร์ เริ่มสัปดาห์หน้า เพื่อกลั่นกรองรายละเอียดทางเศรษฐกิจให้รอบคอบก่อนนำเข้า ครม. ชุดใหญ่



🔵 [แล้วประชาชนจะได้อะไรก่อน? "ไทยช่วยไทย" เดือน พ.ค. นี้]


ในขณะที่แผนกู้เงินขนาดใหญ่ยังต้องรออีกหลายขั้นตอน รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการ "ไทยช่วยไทย" เฟสแรกในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยใช้ งบกลางราว 20,000 ล้านบาท ที่พร้อมเบิกจ่ายได้ทันที คาดว่าจะครอบคลุมประชาชนกลุ่มเป้าหมาย มากกว่า 10 ล้านคน

ส่วนงบก้อนใหญ่จากการโอนงบประมาณและงบปี 2570 จะทยอยเข้ามาเสริมในช่วงมิถุนายนเป็นต้นไป เนื่องจากติดเงื่อนไขทางกฎหมายที่รัฐบาลต้องนำเงินไปชดใช้ "เงินคงคลัง" ที่ค้างอยู่ราว 70,000 ล้านบาท ก่อน

ท้ายที่สุด เครื่องมือทางการคลังแบบนี้ คือกุญแจสำคัญที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยใช้พยุงเศรษฐกิจในยามวิกฤต คำถามที่เราควรถามต่อไม่ใช่ว่า "กู้หรือไม่กู้" แต่คือ "เงินเหล่านี้จะถูกใช้ให้ถูกเป้า โปร่งใส และตรวจสอบได้จริงแค่ไหน?"

ถ้าประเทศไทยเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต กระสุนครึ่งล้านล้านนี้ อาจเป็นเกราะป้องกันที่เราต้องการ แต่ถ้าใช้ผิดทาง ภาระก็ตกอยู่ที่ลูกหลานเราเช่นเดิม

คุณคิดว่ารัฐบาลควรออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้หรือไม่? และอยากเห็นเงินก้อนนี้ไปลงที่ไหนมากที่สุด?