กองทัพเรือสหรัฐฯ ตัดสินใจระเบิดห้องเครื่องเพื่อให้เรือหยุดนิ่ง ก่อนส่งหน่วยนาวิกโยธินเข้ายึดครองในสไตล์คอมมานโด
เหตุการณ์นี้ส่งผลทันทีต่อตลาดพลังงานโลก: ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะยานขึ้น 7.9% แตะระดับ 97.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในเวลาไม่กี่นาที
🔵 [การทูตที่เดินอยู่บนเส้นด้าย... และคำขาดที่ไร้ความปรานี]
ขณะที่รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เตรียมออกเดินทางสู่อิสลามาบัดเพื่อหาทางออกสุดท้ายในคืนวันจันทร์นี้ บรรยากาศการเจรจากลับดูเหมือนจะ "ตายตั้งแต่ยังไม่เริ่ม" เมื่อฝ่ายอิหร่านออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดว่าสหรัฐฯ กำลังทำตัวเป็น "โจรสลัดติดอาวุธ" และมองไม่เห็นแนวโน้มของความสำเร็จใดๆ
เงื่อนไขเหล็กจากวอชิงตัน: "จะไม่มีคำว่าใจดีอีกต่อไป" ทรัมป์ประกาศกร้าวผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมขู่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของอิหร่านหากการเจรจาล้มเหลว
การตอบโต้จากเตหะราน: ส่งโดรนเข้าโจมตีกองเรือสหรัฐฯ ทันทีเพื่อเป็นการตอบโต้ พร้อมจัดทำกฎหมายเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบ และแบนเรือจาก "ประเทศศัตรู" อย่างถาวร
🔵 [บทวิเคราะห์: เดิมพันที่สูงเกินกว่าน้ำมันทุกหยด]
สถานการณ์ในขณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ แต่มันคือการทดสอบ "ระเบียบโลกใหม่" ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เลือกใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มี—ทั้งการคว่ำบาตรทางกฎหมาย การปิดล้อมทางทะเล และกำลังทหาร—เพื่อบีบให้อิหร่านจนมุม การที่อิหร่านเลือกเปิดและปิดช่องแคบสลับไปมาคือการใช้ "อำนาจต่อรองสุดท้าย" ของพวกเขาบนเส้นเลือดใหญ่ของโลกที่น้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกต้องไหลผ่าน