เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : คุมเข้ม “เอไอ” วาระร้อน “ประชุมใหญ่ยูเอ็น”

20 ก.ย. 2569 | กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ

OPINION : คุมเข้ม “เอไอ” วาระร้อน “ประชุมใหญ่ยูเอ็น”

วันนี้นายกฯ อนุทินได้ออกเดินทางเยือน 3 ประเทศ หนึ่งในนั้นคือการร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติครั้งที่ 81 ที่นครนิวยอร์ก ซึ่งจะเริ่มเปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 22-28 กันยายนนี้ โดยนี่จะถือเป็นการเข้าร่วมครั้งแรกของผู้นำคนใหม่ของไทย หลังจากปีที่แล้วได้ส่งรองนายกฯ สีหศักดิ์ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์แทน

การประชุมใหญ่ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “การฟื้นฟูความไว้วางใจ การจัดการการเปลี่ยนแปลง : องค์การสหประชาชาติที่สร้างประโยชน์ให้แก่ทุกคน” โดยเราต้องจับตามองตั้งแต่เรื่องของตัวบุคคลสำคัญว่าใครจะมาเข้าร่วมบ้าง ไปจนถึงวาระร้อนที่ครอบคลุมทั้งประเด็นปัญญาประดิษฐ์ สงครามอิหร่าน ฉนวนกาซา ยูเครน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

🔵[ไฟเขียว “อิหร่าน” ไฟแดง “ปาเลสไตน์”]

แม้สหประชาชาติจะเป็นเวทีของสมาชิกทั้ง 193 ประเทศ แต่การที่ผู้แทนของแต่ละชาติจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมที่สำนักงานของยูเอ็นในนครนิวยอร์กได้นั้น อาจต้องขึ้นอยู่กับสหรัฐฯ ด้วย เห็นได้ชัดเจนจากกรณีของมาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธออกวีซ่าให้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และทำให้อับบาสต้องกล่าวสุนทรพจน์ผ่านระบบวิดีโอแทน

ในทางกลับกัน อิหร่านซึ่งยังคงคาราคาซังในสภาวะสงครามกับสหรัฐฯ มาเกือบ 7 เดือน กลับได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐฯ ได้ รวมถึงประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แต่ยังคงออกมาตรการลดขนาดของคณะผู้แทน ห้ามการเดินทางออกนอกพื้นที่ที่กำหนด และห้ามซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยกลับบ้าน ส่วนประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน แม้จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้าเช่นกัน แต่เขาจะไปเฉพาะที่กรุงวอชิงตันดีซีเพื่อหารือกับทรัมป์เท่านั้น ไม่ได้ไปร่วมประชุมยูเอ็นแต่อย่างใด เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือที่จะส่งระดับรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศร่วมเวที

 

ขณะที่ผู้นำอาเซียนที่คอนเฟิร์มแล้ว นอกจากนายกฯ ไทย ก็ยังมีประธานาธิบดีโต เลิม ของเวียดนามด้วย โดยทั้งไทยและเวียดนามมีจุดประสงค์คล้ายกัน นั่นคือ การปิดดีลการค้ากับสหรัฐฯ ด้านประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโตของอินโดนีเซีย จะส่งรัฐมนตรีต่างประเทศไปแทน เนื่องจากยังคงต้องง่วนกับการรับมือวิกฤตในประเทศ โดยเฉพาะไฟป่าและการเมืองภายในที่วุ่นวายถึงขั้นปลดรัฐมนตรีคลังแบบฟ้าผ่า

 

🔵[สหรัฐฯ เกือบไม่ได้โหวต]

มาตรา 19 ของกฎบัตรสหประชาชาติระบุว่า ประเทศสมาชิกจะเสียสิทธิในการลงคะแนนในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ หากยังมียอดค้างชำระค่าบำรุงสมาชิกประจำปีมากกว่าจำนวนที่ต้องจ่ายในช่วงเวลาสองปีเต็ม ปรากฏว่าสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นประเทศที่สนับสนุนงบให้ยูเอ็นมากที่สุด กลับเกือบเสียสิทธิในการโหวต โดยเพิ่งจ่ายเงิน 725 ล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นี่คือการสะท้อนจุดยืนของรัฐบาลทรัมป์ที่มองยูเอ็นเป็นองค์กรที่ล้าหลังและอุ้ยอ้าย จนระงับหรือลดการสนับสนุนด้านงบประมาณให้แก่หลายหน่วยงานในสังกัดยูเอ็น อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ ยังคงค้างชำระอีกกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ ส่วนจีนที่เป็นผู้สนับสนุนอันดับสองได้จ่าย 641 ล้านดอลลาร์ เมื่อ 1 กันยายนที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศไทยชำระในส่วนของงบปกติ 11.6 ล้านดอลลาร์หรือเกือบ 400 ล้านบาท

 

🔵[“เอไอ” วาระร้อนระดับ “ภัยคุกคาม”]

หนึ่งสัปดาห์ก่อนเริ่มประชุม อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติได้เปิดเผยมุมมองถึง 3 ประเด็นที่เขามองว่าเป็น “ภัยคุกคามความอยู่รอดของมนุษยชาติ” ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และเอไอ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางเคารพหลักเสรีภาพในการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับอัล-มันเดบ

ยุติการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์โดยอิสราเอล และหยุดยิงในสงครามยูเครนทันที

 

ในเรื่องเอไอ เลขายูเอ็นยอมรับว่าในด้านหนึ่งเทคโนโลยีนี้มีศักยภาพมหาศาล แต่โลกไม่สามารถเพิกเฉยต่อข้อกังวลที่การพัฒนากำลังก้าวหน้าเร็วกว่าความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงได้ ดังนั้นนอกจากรัฐบาลของแต่ละประเทศจะต้องปกป้องพลเมืองของตัวเองแล้ว ความร่วมมือระดับโลกจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยต้องทำให้เอไอปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง

 

ที่ผ่านมายูเอ็นได้มีความพยายามด้านการกำกับดูแลเอไอมาตั้งแต่ปี 2567 เริ่มจากข้อตกลงดิจิทัลระดับโลกหรือ Global Digital Compact ที่ประเทศสมาชิกได้ให้การรับรองในฐานะส่วนหนึ่งของ ข้อตกลงเพื่ออนาคตของสหประชาชาติ นำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการวิทยาศาสตร์อิสระเพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสของปัญญาประดิษฐ์ และการประชุมระดับโลกด้านเอไอเมื่อปีที่แล้ว และจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีต่อจากนี้

 

ตอนนี้แนวคิดเรื่องการคุมเข้มเอไอกำลังแตกออกเป็นสองฝ่าย โดยในสหรัฐฯ บิ๊กเอไอหลายเจ้า เช่น โอเพนเอไอ แอนโทรปิก และกูเกิล เตรียมจับมือตั้งองค์กรควบคุมเอไอกันเอง หลังเป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ แถมทรัมป์ยังวิจารณ์ด้วยว่าพวกที่กลัวเอไอคือคนมองโลกในแง่ร้ายและเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดที่หลอกลวง โดยหากสหรัฐฯ ชะลอการพัฒนาก็เสี่ยงที่จะแพ้ให้กับจีน ขณะที่จีนก็มองว่าสหรัฐฯ กำลังสร้างความตื่นตระหนกเรื่องภัยจากเอไอมากเกินไป และบริษัทชั้นนำของจีนรวมถึงหัวเว่ยก็มองว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จีนจะชะลอการพัฒนา เพราะเอไอสัญชาติจีนยังไม่ก้าวหน้าเท่าของสหรัฐฯ ความเสี่ยงจึงน้อยกว่าตามไปด้วย

 

🔵[ครั้งสุดท้ายของ “กูเตอร์เรส”]

การประชุมใหญ่ปีนี้ยังถือเป็นปีสุดท้ายของกูเตอร์เรสด้วย โดยเลขายูเอ็นคนที่ 10 จะเริ่มตำแหน่งตั้งแต่ 1 มกราคมปีหน้า และจะมีวาระ 5 ปี แต่สามารถต่ออายุได้หนึ่งครั้งอีก 5 ปี โดยขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการสรรหาและหยั่งเสียงจากผู้สมัครทั้งหมด 8 คนปรากฏว่า “รีเบกกา กรินสแปน” อดีตรองประธานาธิบดีคอสตาริกา ผงาดขึ้นเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในการลงคะแนนรอบแรกโดยคณะมนตรีความมั่นคง ประกอบกับธรรมเนียมในการหมุนเวียนตำแหน่งไปตามแต่ละภูมิภาค ทำให้ผู้สมัครจากกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาและแคริบเบียนมีโอกาสสูงในรอบนี้

 

หลังจากนี้ผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะมนตรีอีกครั้ง โดยเฉพาะจาก 5 ชาติสมาชิกถาวรที่มีสิทธิวีโต้ ก่อนส่งให้สมัชชาใหญ่แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากกรินสแปนได้รับเลือกจริง เธอจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นสุภาพสตรีคนแรกในตำแหน่งนี้ นอกจากนี้ยังต้องจับตามิเชล บาเชเลต์ อดีตประธานาธิบดีชิลีและอดีตข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ อีกหนึ่งสุภาพสตรีที่ไม่อาจมองข้ามได้

 

เชื่อได้เลยว่าการประชุมใหญ่คราวนี้คงมีการใช้ “การทูตหลังไมค์” ว่าด้วยเรื่องเลขายูเอ็นคนใหม่อย่างแน่นอน แต่ไม่ว่าใครจะมารับตำแหน่งต่อจากกูเตอร์เรส ย่อมต้องเผชิญกับงานหินที่รออยู่ ตั้งแต่ความท้าทายของโลกไปจนถึงการปฏิรูปยูเอ็นที่ดำรงอยู่มานานกว่า 81 ปี เพื่อลบคำปรามาสว่าเป็นได้แค่ “เสือกระดาษ” ที่เต็มไปด้วยวาทกรรม แต่ไม่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

ข่าวล่าสุด