นี่คือการสะท้อนจุดยืนของรัฐบาลทรัมป์ที่มองยูเอ็นเป็นองค์กรที่ล้าหลังและอุ้ยอ้าย จนระงับหรือลดการสนับสนุนด้านงบประมาณให้แก่หลายหน่วยงานในสังกัดยูเอ็น อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ ยังคงค้างชำระอีกกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ ส่วนจีนที่เป็นผู้สนับสนุนอันดับสองได้จ่าย 641 ล้านดอลลาร์ เมื่อ 1 กันยายนที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศไทยชำระในส่วนของงบปกติ 11.6 ล้านดอลลาร์หรือเกือบ 400 ล้านบาท
🔵[“เอไอ” วาระร้อนระดับ “ภัยคุกคาม”]
หนึ่งสัปดาห์ก่อนเริ่มประชุม อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติได้เปิดเผยมุมมองถึง 3 ประเด็นที่เขามองว่าเป็น “ภัยคุกคามความอยู่รอดของมนุษยชาติ” ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และเอไอ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางเคารพหลักเสรีภาพในการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับอัล-มันเดบ
ยุติการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์โดยอิสราเอล และหยุดยิงในสงครามยูเครนทันที
ในเรื่องเอไอ เลขายูเอ็นยอมรับว่าในด้านหนึ่งเทคโนโลยีนี้มีศักยภาพมหาศาล แต่โลกไม่สามารถเพิกเฉยต่อข้อกังวลที่การพัฒนากำลังก้าวหน้าเร็วกว่าความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงได้ ดังนั้นนอกจากรัฐบาลของแต่ละประเทศจะต้องปกป้องพลเมืองของตัวเองแล้ว ความร่วมมือระดับโลกจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยต้องทำให้เอไอปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง
ที่ผ่านมายูเอ็นได้มีความพยายามด้านการกำกับดูแลเอไอมาตั้งแต่ปี 2567 เริ่มจากข้อตกลงดิจิทัลระดับโลกหรือ Global Digital Compact ที่ประเทศสมาชิกได้ให้การรับรองในฐานะส่วนหนึ่งของ ข้อตกลงเพื่ออนาคตของสหประชาชาติ นำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการวิทยาศาสตร์อิสระเพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสของปัญญาประดิษฐ์ และการประชุมระดับโลกด้านเอไอเมื่อปีที่แล้ว และจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีต่อจากนี้
ตอนนี้แนวคิดเรื่องการคุมเข้มเอไอกำลังแตกออกเป็นสองฝ่าย โดยในสหรัฐฯ บิ๊กเอไอหลายเจ้า เช่น โอเพนเอไอ แอนโทรปิก และกูเกิล เตรียมจับมือตั้งองค์กรควบคุมเอไอกันเอง หลังเป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ แถมทรัมป์ยังวิจารณ์ด้วยว่าพวกที่กลัวเอไอคือคนมองโลกในแง่ร้ายและเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดที่หลอกลวง โดยหากสหรัฐฯ ชะลอการพัฒนาก็เสี่ยงที่จะแพ้ให้กับจีน ขณะที่จีนก็มองว่าสหรัฐฯ กำลังสร้างความตื่นตระหนกเรื่องภัยจากเอไอมากเกินไป และบริษัทชั้นนำของจีนรวมถึงหัวเว่ยก็มองว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จีนจะชะลอการพัฒนา เพราะเอไอสัญชาติจีนยังไม่ก้าวหน้าเท่าของสหรัฐฯ ความเสี่ยงจึงน้อยกว่าตามไปด้วย
🔵[ครั้งสุดท้ายของ “กูเตอร์เรส”]
การประชุมใหญ่ปีนี้ยังถือเป็นปีสุดท้ายของกูเตอร์เรสด้วย โดยเลขายูเอ็นคนที่ 10 จะเริ่มตำแหน่งตั้งแต่ 1 มกราคมปีหน้า และจะมีวาระ 5 ปี แต่สามารถต่ออายุได้หนึ่งครั้งอีก 5 ปี โดยขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการสรรหาและหยั่งเสียงจากผู้สมัครทั้งหมด 8 คนปรากฏว่า “รีเบกกา กรินสแปน” อดีตรองประธานาธิบดีคอสตาริกา ผงาดขึ้นเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในการลงคะแนนรอบแรกโดยคณะมนตรีความมั่นคง ประกอบกับธรรมเนียมในการหมุนเวียนตำแหน่งไปตามแต่ละภูมิภาค ทำให้ผู้สมัครจากกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาและแคริบเบียนมีโอกาสสูงในรอบนี้
หลังจากนี้ผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะมนตรีอีกครั้ง โดยเฉพาะจาก 5 ชาติสมาชิกถาวรที่มีสิทธิวีโต้ ก่อนส่งให้สมัชชาใหญ่แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากกรินสแปนได้รับเลือกจริง เธอจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นสุภาพสตรีคนแรกในตำแหน่งนี้ นอกจากนี้ยังต้องจับตามิเชล บาเชเลต์ อดีตประธานาธิบดีชิลีและอดีตข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ อีกหนึ่งสุภาพสตรีที่ไม่อาจมองข้ามได้
เชื่อได้เลยว่าการประชุมใหญ่คราวนี้คงมีการใช้ “การทูตหลังไมค์” ว่าด้วยเรื่องเลขายูเอ็นคนใหม่อย่างแน่นอน แต่ไม่ว่าใครจะมารับตำแหน่งต่อจากกูเตอร์เรส ย่อมต้องเผชิญกับงานหินที่รออยู่ ตั้งแต่ความท้าทายของโลกไปจนถึงการปฏิรูปยูเอ็นที่ดำรงอยู่มานานกว่า 81 ปี เพื่อลบคำปรามาสว่าเป็นได้แค่ “เสือกระดาษ” ที่เต็มไปด้วยวาทกรรม แต่ไม่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้