เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : ทำผิดแล้วไง! สหรัฐฯ-อิหร่าน ก่อ “อาชญากรรมสงคราม”

05 เม.ย. 2569

OPINION : ทำผิดแล้วไง! สหรัฐฯ-อิหร่าน ก่อ “อาชญากรรมสงคราม”

เข้าสู่เดือนที่ 2 ของสงครามอิหร่านแล้ว.. ในขณะที่ราคาน้ำมันบ้านเราก็ทะลุ 50 บาท ทุกคนยังไหวกันอยู่ไหมครับ?

ไม่กี่วันก่อนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงว่าอีกไม่เกิน 3 สัปดาห์สงครามจะจบลง แต่ก็แทบไม่มีใครเชื่อ เพราะจนถึงนาทีนี้การสู้รบก็ยังคงหนักหน่วง และที่สำคัญก็คือ การโจมตีได้ขยายวงลุกลามไปสู่สถานที่ที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงสถาบันการศึกษาที่กระทบกับชีวิตของประชาชนคนทั่วไป โดยหากถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเมื่อไหร่ อิหร่านก็จะตอบโต้กลับไปแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

 

ตอนนี้เริ่มมีหลักฐานและการตั้งข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าปฏิบัติการทางทหารทั้งฝ่ายสหรัฐฯ และอิหร่านอาจเข้าข่ายเป็นการก่ออาชญากรรมสงครามหรือ War Crime แต่ถึงแม้จะเป็นอาชญากรรมสงครามจริง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาผิดและนำบุคคลระดับผู้นำประเทศมาลงโทษ

 

🔵 [แบบไหนถึงเป็น “อาชญากรรมสงคราม” ?]

อนุสัญญาเจนีวาปี 2492 ระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามโจมตีพื้นที่ใดใดที่จำเป็นสำหรับความอยู่รอดของพลเรือน คาดว่าจะทำให้พลเรือนขาดอาหาร น้ำ จนส่งผลให้เกิดการอดอยากหรือบังคับให้เกิดการเคลื่อนย้าย เช่น คลังอาหาร พื้นที่การเกษตร ปศุสัตว์ จุดผลิตน้ำดื่ม และระบบชลประทาน โดยคู่ขัดแย้งต้องแยกความต่างระหว่างเป้าหมายทางทหารออกจากเป้าหมายพลเรือน

 

อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่เป้าหมายทางพลเรือนก็อาจกลายเป็นเป้าหมายทางทหารได้ หากจุดดังกล่าวมีส่วนต่อปฏิบัติการทางทหารอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านการใช้งานหรือที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ก็ตาม และการทำลายหรือควบคุมเป้าหมายเหล่านั้นส่งผลให้เกิดความได้เปรียบทางทหารอย่างชัดเจน

🔵 [อาชญากรรมสงครามของ “สหรัฐฯ-อิหร่าน”]

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศกว่า 100 คนในสหรัฐฯ ออกจดหมายเปิดผนึก เผยแพร่ในวารสาร Just Security ว่าการกระทำของกองทัพสหรัฐฯ และคำพูดของเจ้าหน้าที่ระดับสูงก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากถึงการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชน มนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงอาจเป็นอาชญากรรมสงคราม โดยเฉพาะคำพูดของทรัมป์ที่บอกว่า สหรัฐฯ อาจโจมตีอิหร่าน “แค่ขำๆ” และคำพูดของพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมที่บอกว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ทำสงครามด้วย “กฎการสู้รบงี่เง่า”

 

ขณะนี้หลักฐานต่างๆ กำลังชี้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการโจมตีโรงเรียนหญิงล้วนในกรุงเตหะรานช่วงวันแรกของสงครามที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 175 ราย น่าจะเป็นฝีมือของสหรัฐฯ ที่เชื่อในข้อมูลข่าวกรองล้าสมัย นอกจากนี้ยังมีสถาบันการศึกษาเกือบ 500 แห่ง และสถานพยาบาลกว่า 200 แห่งที่ถูกโจมตี ขณะที่ล่าสุดคำขู่ของทรัมป์ที่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไฟฟ้า น้ำจืด จนส่งอิหร่านกลับไปสู่ “ยุคหิน” หากอิหร่านไม่ยอมเจรจาและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก็บ่งบอกได้ถึงเจตนาที่จะโจมตีเป้าหมายที่กระทบกับพลเรือนเป็นวงกว้าง

 

ด้านอิหร่านเองก็ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมสงครามเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีเรือขนส่งที่รวมถึงเรือของไทยในช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีแบบไม่เลือกด้วยการใช้โดรนและขีปนาวุธติดหัวรบแบบลูกปรายไปยังอิสราเอลและประเทศอาหรับที่กระทบต่อทั้งโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตน้ำจืด สนามบิน อาคารพาณิชย์ และที่พักอาศัยของประชาชนซึ่งทำให้มีแรงงานไทยเสียชีวิต รวมไปถึงรายงานที่ระบุว่ามีเด็กอายุแค่ 12 ปี ถูกเกณฑ์ไปเป็นกองกำลังอาสาสมัครคอยลาดตระเวนและประจำตามจุดตรวจด้วย

🔵 [คดีตัวอย่าง “ยูเครน-ฉนวนกาซา”]

เมื่อมีการกระทำผิดแล้วใครจะเป็นคนตัดสินและลงโทษ? ถ้าเป็นการทำผิดในประเทศก็คงจะเป็นศาลอาญา แต่เมื่อเป็นสงครามระหว่างหลายประเทศ ศาลที่จะเป็นคนกลางในการตัดสินก็คือศาลอาญาระหว่างประเทศหรือ ICC ที่ตั้งขึ้นจากธรรมนูญกรุงโรมเมื่อปี 2541 โดยปัจจุบันมีสถานที่ตั้งอยู่ที่กรุงเฮกของเนเธอร์แลนด์และมีสมาชิก 125 ประเทศ แต่ไม่รวมถึงประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ รัสเซีย จีน รวมถึงประเทศไทยด้วย

 

ศาลอาญาโลกตัดสินใน 4 ความผิด คือ อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมการรุกราน และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยปัจจุบันศาลอาญาโลกกำลังพิจารณา 12 คดี ตัดสินไปแล้วอย่างน้อย 15 คดี และออกหมายจับแล้ว 60 คน แต่ในจำนวนนี้สามารถนำตัวมาขึ้นศาลได้เพียง 21 คน และอีก 31 คนยังคงลอยนวล

 

ถ้าดูตัวอย่างจากคดีที่เกี่ยวข้องกับสงครามยูเครน ศาลอาญาโลกได้ออกหมายจับเซอร์เกย์ ชอยกู อดีตรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียฐานก่ออาชญากรรมสงคราม ด้วยเหตุผลส่วนหนึ่งว่ามีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้ากลางช่วงฤดูหนาว รวมถึงกรณีสงครามในฉนวนกาซาที่นำไปสู่การออกหมายจับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล ศาลอาญาโลกก็อ้างถึงการจงใจตัดการเข้าถึงอาหาร น้ำ ไฟฟ้า พลังงาน ยา และเวชภัณฑ์ของพลเรือนเช่นกัน

 

🔵 [ศาลอาญาโลกแค่ “เสือกระดาษ”]

แต่หนึ่งในข้อจำกัดของศาลอาญาโลกก็คือ การไม่มีกำลังตำรวจของตัวเอง ต่อให้ออกหมายจับไป หากประเทศนั้นๆ ไม่ได้เป็นรัฐภาคีของธรรมนูญกรุงโรม ก็สามารถปฏิเสธอำนาจศาลได้ และแม้จะเดินทางไปยังประเทศที่เป็นสมาชิก หากรัฐบาลของประเทศนั้นไม่ได้ให้ความร่วมมือ ศาลก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำให้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และเนทันยาฮูยังคงเดินทางไปไหนมาไหนได้ แม้จะเลือกไม่เดินทางเยือนบางประเทศที่เป็นรัฐภาคีก็ตาม

 

คราวนี้เมื่อเรามาดูกรณีของสงครามอิหร่าน ปรากฏว่าไม่มีประเทศไหนเลยทั้งสหรัฐฯ อิหร่าน อิสราเอล และบรรดาชาติอาหรับที่เป็นสมาชิกของ ICC ขณะที่หนึ่งในช่องทางที่สามารถส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาคดีได้ก็คือ การออกมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือ UNSC แต่สหรัฐฯ ในฐานะสมาชิกถาวรมีอำนาจในการวีโต

 

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นก็คือ กรณีที่กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนฟ้องนางอองซาน ซูจี ที่ศาลในอาร์เจนติน่าในคดีก่ออาชญากรรมต่อชาวโรฮิงญา โดยอ้างเขตอำนาจตามหลักสากลหรือ Universal Jurisdiction ที่มองว่าทุกประเทศมีเขตอำนาจเหนืออาชญากรรมต่อประชาคมระหว่างประเทศทั้งมวล

 

แต่สุดท้ายต่อให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างไร หนทางที่จะทำไปสู่การตัดสินความผิดและนำตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษนั้นต้องบอกตรงๆ ว่า แทบเป็นไปไม่ได้เลย เท่ากับว่าความสูญเสียไม่ต่ำกว่า 5,000 ชีวิตในอิหร่าน เลบานอน และอีกหลายประเทศก็จะไม่มีใครต้องรับผิดชอบ เช่นเดียวกันกับเคสของการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาในปีที่ผ่านมา ที่ผมเชื่อว่าคนไทยยังคงติดค้างอยู่ในใจว่า พ่อ-ลูกตระกูลฮุนจะยังคงลอยนวลต่อไปแบบนี้จริงหรือ?