งานนี้ต้องบอกว่า คุณธนาธร ฟาดงวงฟาดงาอย่างหนัก ตั้งแต่ออกจากห้องประชุมที่เข้าชี้แจงข้อกล่าวหาต่อ กกต. โดยวันนั้นประกาศฟ้องกลับ กกต.ทั้งแพ่งและอาญา รวมทั้งจะฟ้องสื่อ และอาจรวมไปถึงคุณศรีสุวรรณ จรรยา "นักร้อง" คนดังด้วย

จริงๆ แล้วช่วงที่ผ่านมาก็มีการยื่นคำร้องให้ กกต.ตรวจสอบการถือครองหุ้นสื่อของบรรดาผู้สมัคร ส.ส.หลายคนจากหลายพรรค หลักๆ คือพลังประชารัฐ เพื่อไทย และอนาคตใหม่ คนที่ยื่นก็มีทั้ง "ผู้กองปูเค็ม" ร้อยเอกทรงกรด ชื่นชูผล คุณศรีสุวรรณ และยังมีตัวแทนพรรคเพื่อไทยที่ยื่นตรวจสอบพรรคคู่แข่งอย่างพลังประชารัฐแล้ว 2 ครั้ง 2 คน แถมยื่นร้อง กกต.ให้ยุบพรรคด้วย รวมๆ แล้วมีผู้สมัครและว่าที่ ส.ส.ถูกยื่นตรวจสอบแล้ว 38 คน

ประเด็นที่เป็นเงื่อนปมถกเถียงกันอยู่ในกรณีนี้ก็คือ "ลักษณะต้องห้ามว่าด้วยการถือครองหุ้นสื่อ" นั้น หมายถึงกิจการที่ต้องประกอบการด้านสื่อสารมวลชนจริงๆ (ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ โฆษณา) หรือจะเป็นบริษัทอะไรก็ได้ ประกอบธุรกิจอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่สื่อ แต่ดันไปใช้เอกสารแนบวัตถุประสงค์การประกอบกิจการแบบครอบจักรวาล ซึ่งเป็น "แบบฟอร์มสำเร็จรูป" ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เขียนวัตถุประสงค์การประกอบกิจการสื่อเอาไว้ด้วย แม้ไม่ได้ประกอบการจริงก็ตาม
พวกที่โดนยื่นสอบทั้ง 38 คน ก็โดนเพราะกรณีหลังนี้ คือถือหุ้นในกิจการที่ไม่ได้ทำสื่อจริงๆ แต่มีระบุวัตถุประสงค์ไว้ในบริคณห์สนธิครอบจักรวาล

ปัญหาก็คือ การวินิจฉัยเรื่องนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้วางบรรทัดฐานเอาไว้แล้ว จากกรณีสั่งเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งของ คุณภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับคำพิพากษา และชี้่แจงว่าไม่ได้ประกอบกิจการสื่อจริงๆ แต่เขียนวัตถุประสงค์ครอบจักรวาลเอาไว้ตามที่ทนายแนะนำ ทำให้โดนเพิกถอนสิทธิ์

ล่าสุด คุณธนาธร ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊คเมื่อคืนที่ผ่านมา จั่วหัวว่า "ไม่ควรมีนักการเมืองคนใดถูกตัดสิทธิ์เพราะถือหุ้นในบริษัทที่ไม่ได้ผลิตสื่อจริงๆ" โดยเนื้อหาในโพสต์อ้างว่า มีว่าที่ ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย 3 คนเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ผลิตสื่อ ซึ่งอาจทำให้ทั้ง 3 คนขาดคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร ส.ส. เหมือนกับนายภูเบศวร์ เห็นหลอด อดีตผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่

ว่าที่ ส.ส. 3 คน คุณธนาธร เปิดชื่อเลย ก็คือ คุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ คุณสาธิต ปิตุเตชะ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคุณพิบูลย์ รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทย

คุณธนาธรบอกด้วยว่า ไม่ได้เจตนามุ่งร้ายต่อทั้ง 3 คน และไม่เห็นด้วยหากจะใช้ข้อหาถือหุ้นสื่อแบบนี้กับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่ก็บอกว่าได้รวบรวมข้อมูลว่าที่ ส.ส.และผู้มัครจากพลายพรรคที่ถือหุ้นในกิจการสื่อตามที่เขียนไว้ในวัตถุประสงค์การประกอบกิจการ ได้มากกว่า 30 คน และจะสืบค้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และทิ้งท้ายว่า ขอสงวนสิทธิ์ที่จะนำรายชื่อที่รวบรวมไว้ ฟ้องต่อองค์กรที่เกี่ยวข้อง หากพรรคอนาคตใหม่ถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม


จากโพสต์ล่าสุดของคุณธนาธร มีข้อสังเกตย้อนกลับ 3-4 ข้อดังนี้

1.จับใจความจากที่เขียนมาทั้งหมด เข้าทำนอง "ถ้าผมผิด คุณต้องผิดด้วย แต่ถ้าไม่มีการสอบสวนเรื่องนี้ ผมก็อาจจะไม่พูดถึงความผิดของคุณ"

2.กรณี คุณภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่ ถูกตัดสิทธิ์ไปนานแล้ว ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง แต่พรรคอนาคตใหม่แทบไม่เคยพูดถึง แต่เพิ่งมาพูดจริงจังหลังคุณธนาธรโดนตรวจสอบเรื่องหุ้น วี-ลัค มีเดีย นี่เอง

3.ความต่างของคุณธนาธร กับคุณภูเบศวร์ ก็คือ บริษัท "วี-ลัค มีเดียฯ" ผลิตสื่อจริงๆ ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ ส่วนบริษัทของคุณภูเบศวร์ แค่เขียนในวัตถุประสงค์ เหมือนกับบริษัทของนัการเมืองคนอื่นที่หยิบยกมาอ้าง เช่น คุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หรือ คุณสาธิต ปิตุเตชะ ฉะนั้นปัญหานี้จึงเป็นเหมือนคนละเรื่องเดียวกัน สมมติว่ากรณีคุณภูเบศวร์ ไม่ผิด ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณธนาธรจะไม่ผิดด้วย

ที่สำคัญ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล เคยบรรยายบนเวทีที่เชียงใหม่ว่า ประเทศชาติไม่มีโอกาสได้พัฒนานโยบายดีๆ ถ้ามัวแต่สุมหัวตรวจบริคณห์สนธิ เพื่อเตะตัดขากันทางการเมือง แต่ดูๆ แล้วตอนนี้พรรคที่หาข้อมูลบริคณห์สนธิหนักสุด น่าจะเป็นพรรคสีส้ม ตามที่หัวหน้าพรรคพูดว่ามีข้อมูลในมือมากกว่า 30 คน

จริงๆ ขณะนี้ก็มีความเห็นจากทั้งนักกฎหมาย และไม่ใช่นักกฎหมายที่วิเคราะห์เรื่องนี้ในเชิงวิชาการ ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ เช่น อาจารย์ ปรีชา สุวรรณทัต นักกฎหมายด้านการเงินการคลังชื่อดัง เห็นว่า ลักษณะต้องห้ามการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เรื่องการเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชนนั้น ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ไม่ใช่เพียงแค่พิจารณาจากข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิอย่างเดียว

สอดคล้องกับเลขาธิการพรรคประชาชาติ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ที่บอกว่า การประกอบกิจการสื่อสารมวลชน ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายอีกหลายฉบับ ไม่ได้จบแค่วัตถุประสงค์ในบริคณห์สนธิ เช่น ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ ต้องขออนุญาต กสทช.เป็นต้น

เรื่องนี้จะว่าไปก็เป็นประเด็นข้อกฎหมาย จะไปแก้ไขกันในอนาคตหรือไม่ ก็ต้องรอดูกันไป แต่ที่เห็นและเป็นอยู่ตอนนี้ คนอย่างคุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ประกาศแล้วว่า ไม่มีอ้อมค้อม ถ้าผิดก็พร้อมออกจาก ส.ส. น่าสนใจว่าคนที่ประกาศตัวว่าเป็นนักประชาธิปไตย เรียกร้องความเท่าเทียมกันของกฎหมาย มีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร