เนชั่นทีวี

ข่าว

3 ก.ย. 2547 เปิดเทอมแสนเศร้า

03 ก.ย. 2563

3 ก.ย. 2547 เปิดเทอมแสนเศร้า

หลังจากที่ถูกจับเป็นตัวประกันมานานกว่า 2 วัน คือตั้งแต่วันแรกที่เปิดเทอม เหตุการณ์การบุกยึดโรงเรียนที่เมืองเบสลันในรัสเซียโดยผู้ก่อการร้ายอาวุธครบมือหลายคน ก็ปิดฉากลงในวันที่ 3 ซึ่งก็คือวันที่ 3 กันยายน 2547 แต่ไม่ได้เป็นการปิดฉากลงอย่างมีความสุขสมหวังอย่างในหนัง แต่ในทางกลับกัน งานนี้ปรากฏเด็กนักเรียนและผู้ปกครองเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

โศกนาฎกรรมครั้งนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2547 ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว วันนี้เป็นวันที่สถาบันการศึกษาทั่วประเทศจะเปิดการเรียนการสอนเป็นวันแรกของปีการศึกษา 
ในวันเปิดภาคเรียนแบบนี้ ทุกโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับประถมจะมีความคึกคักมากเป็นพิเศษ เมื่อบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองต่างก็จะมาที่โรงเรียน เพื่อให้กำลังใจกับนักเรียนหน้าใหม่ที่เข้าเรียนในโรงเรียนครั้งแรกในฐานะนักเรียนในระดับชั้นเกรด 1 และที่โรงเรียนหมายเลข 1 เมืองเบสลัน ในเขตการปกครองสาธารณรัฐออสเซเทียเหนือ - อลาเนีย ในแถบเทือกเขาคอเคซัส ก็เช่นเดียวกัน ในวันเช้านั้น มีผู้คนมารวมตัวกันที่โรงเรียนเป็นจำนวนมาก ตามปกติที่นี่จะมีครูประมาณ 60 คน และนักเรีนประมาณ 800 คน
จู่ ๆ ก็ปรากฏว่ามีกลุ่มผู้ก่อการร้ายมุสลิมติดอาวุธ ที่ส่วนมากเป็นชาวอินกุช และเชชเนีย รวม 32 คนปรากฏตัวขึ้นเมื่อเวลา 09.11 น. พวกเขากวาดต้อนทุกคน ทั้งเด็กนักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง และคณะครูมากกว่า 1,100 คน เข้าไปกักตัวในโรงพละของโรงเรียน คนร้ายเหล่านี้เป็นสมาชิกกลุ่มริยัด อุส ซาลิฮีน ที่ถูกส่งมาโดยชามิล บาซาเยฟ ขุนศึกชาวเชชเนีย เพื่อกดดันให้รัสเซียถอนทหารออกจากเชชเนีย และยอมรับในเอกราชของเชชเนีย ในช่วงเริ่มต้น มีผู้หลบหนีออกมาได้ประมาณ 50 คน และมีการแจ้งเหตุไปที่ตำรวจ ทำให้มีการยิงปะทะกันตั้งแต่วันแรก แต่ปรากฏว่าฝ่ายคนร้ายเป็นฝ่ายที่ยึดโรงเรียนเอาไว้ได้ 
ในระหว่างที่จับตัวประกัน คนร้ายก็ยังสังหารตัวประกันตายไปหลายสิบคนด้วยอาวุธปืนและระเบิด ขณะที่ทางการก็ส่งเจ้าหน้าที่มาปิดล้อมโรงเรียน แต่ทางการก็ยืนยันจะไม่ใช้กำลังในการบุกเข้าช่วยตัวประกัน ในวันที่ 2 คนร้ายมีการปล่อยตัวประกันออกมาบ้าง แต่ก็ไม่ยอมให้มีการส่งอาหารและน้ำเข้าไปให้ตัวประกัน ในขณะที่สภาพอากาศในช่วงนั้นก็ร้อนจัด จนหลายคนต้องถอดเสื้อออก เรื่องนี้ทำให้เด็กเล็ก ๆ มากมาย มีสภาพร่างกายอ่อนแอเพราะขาดน้ำและอาหาร เมื่อได้รับการช่วยเหลือออกมา

ในวันที่ 3 เวลาบ่ายโมง คนร้ายยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บศพผู้เสียชีวิตประมาณ 20 ศพภายในโรงเรียน แต่ 3 นาทีหลังจากนั้น มีเสียงระเบิดดังจากภายในโรงเรียน คนร้ายจึงยิงปืนใส่เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเก็บศพ อีกไม่กี่วินาทีต่อมา ก็มีเสียงระเบิดดังจากภายในโรงเรียนอีกครั้ง จากนั้นก็มีไฟไหม้หลังคาโรงพละ ก่อนที่หลังคาจะถล่มลงมา มีรายงานว่าเหตุไฟไหม้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 160 ราย
โรงพละที่พังลงมาทำให้ตัวประกันพากันวิ่งหนี ขณะที่เจ้าหน้าที่และคนร้ายต่างก็เปิดฉากยิงกัน ทำให้ตัวประกันหลายคนถูกลูกหลง หน่วยคอมมานโดจึงตัดสินใจบุกเข้าไปในโรงเรียน หลังจากนั้น 2 ชั่วโมงเจ้าหน้าที่ประกาศว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว แต่ปรากฏว่ายังคงมีการยิงกันจนถึงช่วงกลางคืน เหตุการณ์มาสงบจริง ๆ หลังจาก 12 ชั่วโมงนับตั้งแต่ที่เกิดการยิงกัน

งานนี้มีผู้เสียชีวิตมากมายถึง 334 ราย ( ไม่นับคนร้าย ) ในจำนวนนั้นเป็นเด็ก 186 ราย เป็นคณะครูและเจ้าหน้าที่โรงเรียน 17 ราย เป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อน ๆ และแขกที่มาร่วมงาน 111 ราย นอกจากนั้น ยังมีผู้บาดเจ็บอีกประมาณ 790 คน
เหตุการณ์ครั้งนั้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองและความมั่นคงมากมาย ที่เห็นชัดที่สุดคือการรวมอำนาจไว้เครมลินและประธานาธิบดี ขณะที่ก็ยังคงมีหลายคำถามที่รอคำตอบจากเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นคนร้ายมีกี่คนกันแน่ และมีใครหลบหนีไปได้บ้างหรือไม่ พวกเขาเตรียมตัวกันอย่างไร ในส่วนของรัฐบาลก็ถูกถามเรื่องการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับเหตุการณ์แบบนี้ เรื่องการเซ็นเซอร์ข่าว การเจรจาต่อรอง การใช้กำลัง และความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น