ทั้งนี้ ในส่วนการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัส COVID -19 ของไทย สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ร่วมมือกับ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เริ่มวิจัยในขั้นห้องทดลอง ขณะที่ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ เอกชน สามารถเดินหน้าทดลองจากขั้นตอนของห้องทดลองสู่ขั้นของการทดลองในสัตว์แล้ว ขณะที่ในต่างประเทศ ที่มีความก้าวหน้าคือในประเทศสหรัฐอเมริกา จีนและอังกฤษ ที่สามารถเริ่มทดสอบในคนในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ได้ โดยขณะนี้มีวัคซีนทั้งหมด 6 ชนิด
นพ.นคร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในไทยหากจะให้เข้าถึงวัคซีนต้านไวรัส COVID -19 หากไทยสามารถทำแผนร่วมมือในการวิจัยและแผนในการถ่ายทอดเทคโนโลยี จะเป็นหนทางในการเข้าถึงวัคซีนโดยเร็วที่สุด พร้อมกันนั้นต้องมีการพัฒนาวัคซีนต้นแบบ ที่ขณะนี้ดำเนินการอยู่เพื่อให้ไทยมีนักวิจัยและโรงงานที่ผลิตวัคซีนที่มีศักยภาพที่ต้องดำเนินการไปพร้อมกัน
นพ.นคร กล่าวว่า ไทยไม่สามารถรอจนกว่าเข้าสู่ภาวะสงบ เนื่องจากต้องรอให้ประชากรมีภูมิคุ้มกันมากกว่าร้อยละ 60 หรืออย่างน้อยประชากร 35 ล้านคน ซึ่งการมีภูมิคุ้มกันต่อโรคไม่ว่าจะด้วยการติดเชื้อตามธรรมชาติหรือวัคซีน หากปล่อยเป็นไปตามธรรมชาติจะสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก