1. ยกระดับท่าอากาศยานให้เป็น SMART AIRPORT โดยจัดให้มีระบบเช็คอินด้วยตนเองแบบอัตโนมัติ (Auto Check-in System) ระบบออกบัตรโดยสารด้วยตนเอง (Biometric) จุดวางกระเป๋าสัมภาระแบบบริการตัวเอง (Self-Bag Drop) ระบบตรวจสอบ Scan ความปลอดภัยแบบ Laser Molecular Body Scanner การตรวจหนังสือเดินทางด้วย Auto Channel บริการ Mobile Application เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร และสามารถเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ (IOT (Internet of Things) Big Data) ยกระดับท่าอากาศยานกระบี่ให้เป็นท่าอากาศยานต้นแบบ (Smart Airport) บริหารการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) บริหารตัวชี้วัดความรวดเร็วในการเดินทางของผู้โดยสารจากจุดเช็คอินจนถึงจุดขึ้นเครื่องให้รวดเร็วกว่าเดิม คิวไม่ยาว ใช้ระบบ IT (Information Technology) บริหารจัดการเพื่อความแม่นยำ รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย และให้ได้ประโยชน์สูงสุด
2. ยกระดับท่าอากาศยานให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจการบิน (HUB AIRPORTS) และเป็นมาตรฐานสากล งานบริการ พนักงานต้องมี Service Mind ระบบรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล (Smart Security) การอำนวยความสะดวกและการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการ ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ มีระบบติดตามโรคระบาดจากคน พืช สัตว์ ประมง และจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง จัดให้มีระบบ Connectivity เพื่อเชื่อมโครงข่ายกับท่าอากาศยานอื่น ๆ เพื่อเป็นศูนย์กลางการให้บริการในภูมิภาค จัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้ได้มาตรฐาน ภายในปี 2564 มีแผนงาน/โครงการจัดสร้างรั้วให้ได้มาตรฐานครบทุกท่าอากาศยาน
3. กำหนดแผนของท่าอากาศยานทุกแห่งต้องมีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน มีแผนอำนวยความสะดวกผู้โดยสารในช่วงเทศกาล อาทิ จำนวนห้องผู้โดยสาร ที่จอดรถ ห้องน้ำ ต้องเพียงพอและสะอาดตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วง High Season มีแผนงานระบบรักษาความปลอดภัย แผนเผชิญเหตุ ซึ่งต้องเตรียมพร้อมและฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ การบริหารจัดการกองทุนหมุนเวียนต้องสอดคล้องกับประสิทธิภาพการให้บริการผู้โดยสาร บริหารสินทรัพย์และจัดการที่ดินว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด คัดเลือกท่าอากาศยานที่เหมาะสมเป็นศูนย์กระจายสินค้า