นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศลรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในช่วง11 เดือนของปี 2562 (ม.ค.-พ.ย.) ยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่า 14,968.05ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 34.73% คิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 464,570.49 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 30.75% หากหักทองคำ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความผันผวนออก การส่งออกมีมูลค่า7,613.29 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.60% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 236,162.57ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.31%ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกในช่วง 11 เดือนของปี2562 เพิ่มขึ้น มาจากการส่งออกทองคำที่เพิ่มขึ้นถึง 85.35%จากการทำกำไรส่วนต่างของราคา ในช่วงที่ราคาทองคำอยู่ในทิศทางขาขึ้น และยังมีการส่งออกเพิ่มขึ้นในส่วนของพลอยสีซึ่งยังคงเป็นสินค้าดาวรุ่ง โดยพลอยก้อน พลอยเนื้อแข็งเจียระไนและพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่มขึ้น 295.05% , 7.07% และ 11.29% ตามลำดับขณะที่เศษหรือของที่ใช้ ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า เพิ่มขึ้น 397.63%และเครื่องประดับทอง เพิ่ม 0.02% แต่เครื่องประดับแท้ ลด 6.59% เครื่องประดับเงินลด 19.06% เครื่องประดับแพลทินัม ลด 2.53% เพชร ลด 8.22% เพชรก้อน ลด 20.53%เพชรเจียระไนลด 7.30%
สำหรับตลาดส่งออก อาเซียนยังคงเป็นตลาดสำคัญเพิ่มขึ้นมากสุด 198.09% จากการส่งออกไปสิงคโปร์และกัมพูชา เพิ่ม 295% และ 238%รองลงมา คือ อินเดีย เพิ่ม 93.23% จากการส่งออกเพชรเจียระไน พลอยก้อน โลหะเงินพลอยเนื้ออ่อนและพลอยเนื้อแข็งเจียระไนเพิ่มขึ้น และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เพิ่ม1.64% จากการส่งออกไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่ม ส่วนฮ่องกง ตลาดอันดับ 1 ยังคงลดลง4.64% เพราะได้รับผลกระทบจากการประท้วง นักท่องเที่ยวลดร้านค้าปลีกหลายรายปิดตัวลง และยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามการค้าที่ผู้นำเข้าฮ่องกงลดการนำเข้าจากไทยลง สหภาพยุโรป ลด 1.61% เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ลด5.88% จากเศรษฐกิจชะลอตัว ญี่ปุ่น ลด 6.59% จากการปรับขึ้นภาษีบริโภคเป็น 10%จีนลด 23.48% เพราะยังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ชาวจีนลดซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ลด 20.72% รัสเซียและกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช ลด 63.75%นายวีรศักดิ์กล่าวว่าสำหรับแนวโน้มการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับยังคงเผชิญความท้าทายจากประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนแม้จะบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าสงครามการค้าระหว่าง 2ประเทศจะยุติ จึงยังมีความไม่แน่นอนอยู่ และยังมีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับยุโรป ที่อาจมีการตอบโต้กันรุนแรง ขณะที่สหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการกีดกันการค้ามากขึ้นรวมถึงการประท้วงในฮ่องกงที่ยืดเยื้อและรุนแรงและยังมีปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า ที่จะกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยลบแต่กระทรวงพาณิชย์เชื่อว่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยยังมีอากาสเติบโตได้สูงแต่ผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมรับมือและบริหารต้นทุนให้เหมาะสม และต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ติดตามความต้องการของตลาด โดยในปี 2563 เป็นปีแห่งเฉดสีน้ำเงินเข้มหรือ ClassicBlue ซึ่งสินค้าของไทยหลายชนิดเช่น ไพลิน ลาพิสลาซูลี แทนซาไนต์ เป็นต้น จะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นและต้องบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วยการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าด้วย