ส่วนรัฐบาลไทยเองก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ทำให้เรามีกฎหมายที่ทันสมัยอย่าง พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 กฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยมีมาตรการป้องกัน, รับมือและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่ออกมาเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวของประชาชน ให้สามารถใช้สิทธิในการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้อื่นนำข้อมูลส่วนตัวบนโลกออนไลน์ของตนไปใช้ประโยชน์ ที่เริ่มบังคับใช้ไปบ้างแล้วในงานเสวนา RoLD Virtual Forum Series: Living with COVID-19
เรื่อง "ภัยคุกคามไซเบอร์ ชีวิต(ไม่) ปกติใหม่ ยุคโควิด-19" ดร. ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มีความเห็นว่าสิ่งที่น่ากังวลคือ "ไทยไม่มีอธิปไตยทางไซเบอร์ เพราะคนไทยทุกวันนี้ใช้แพลตฟอร์มส่วนใหญ่จากต่างประเทศ ซึ่งเจ้าของแพลตฟอร์มเหล่านั้นสามารถดึงข้อมูลจากผู้ใช้ไปได้มากกว่ารัฐบาลไทยเสียอีก"จากความกังวลข้างต้น ทำให้พบว่าขณะนี้ไทยมีอีกก้าวที่สำคัญของคนไทย กับการรวมกลุ่มกันของเหล่าหัวกะทิคนไทย ร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์ม Decentralized Identity รายแรกของประเทศ ที่เป็นสมาชิกขององค์กรระดับโลกอย่าง Decentralized Identity Foundation (DIF) ที่มีสมาชิกเป็นผู้นำเทคโลยีของโลกมากมาย อาทิ Microsoft, IBM, Accenture ฯลฯ ที่ทำงานร่วมกันในการสร้างมาตรฐาน และเครือข่าย Decentralized Identity ที่มีความปลอดภัยสูง
โดย ฟินีม่า ได้พัฒนาระบบพิสูจน์ และการยืนยันอัตลักษณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในแนวทางของเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลกอย่าง Self-Sovereign Identity (SSI) เพื่อให้ "คนทุกคนได้เป็นเจ้าของตัวตนของตนเองโดยสมบูรณ์" ด้วยการใช้งาน ผ่านแพลตฟอร์ม Decentralized Digital Identity ที่มีการเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ผ่าน Blockchain หรือ Distributed Ledger กับคุณสมบัติการเก็บข้อมูลที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ (Immutable) ซึ่งจะช่วยให้การทำธุรกรรมดิจิทัลต่างๆ เป็นไป อย่างรวดเร็ว และมีความ ปลอดภัยสูงสุด อีกหนึ่งข้อได้เปรียบสำคัญบนแพลตฟอร์มของ Finema คือการใช้มาตรฐานเปิดที่ตกลงกันในระดับสากล เพื่อสามารถทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน (Interoperability) ระหว่างแพลตฟอร์มต่างๆ ได้
ความปลอดภัย (Secure) และความสะดวก (Easy) ด้าน Identity Tech ของแพลตฟอร์มของฟินีม่าใช้เทคโนโลยีที่เป็น Fundamental ของ Solutions อย่าง DPKI หรือ Decentralized Public Key Infrastructure (เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ) ที่อยู่บนพื้นฐานของวิทยาการการเข้ารหัส โดยใช้มือถือสร้างคู่กุญแจขึ้นมา (Public & Private Keys) โดยกุญแจสาธารณะหรือ Public Key จะถูกจัดเก็บไว้ในระบบ Blockchain หรือ Distributed Ledger ในขณะที่กุญแจส่วนตัว หรือ Private Key จะเก็บไว้ในระบบจัดเก็บและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลภายในโทรศัพท์มือถือ (Hardware Security Module) ดังนั้นเมื่อเจ้าของธุรกรรมนำกุญแจตัวนี้ไปใช้ Sign ข้อมูล หรือเข้าทำธุรกรรมใดๆ จะมีระบบที่เปรียบเทียบและพิสูจน์ได้ว่า นี่คือคู่กุญแจของบุคคลนั้นจริงๆ
แต่เจ้าของธุรกรรมก็จะต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ตัวตนมาตั้งแต่แรกด้วย และในทุกๆ ธุรกรรมที่เกิดขึ้น จากคู่กุญแจนี้ จะยืนยันได้ว่ามาจากเจ้าของธุรกรรมจริง ก็ต่อเมื่อผ่านระบบยืนยันตัวตน เพราะแพลตฟอร์มของฟินีม่าออกแบบให้ใช้งานร่วมกับ กระบวนการป้องกันการเข้าถึงกุญแจส่วนตัวบนโทรศัพท์มือถือ อาทิเช่น Biometric หรือการยืนยันตัวตนโดยใช้ข้อมูลชีวมาตร, การจดจำใบหน้า (Face Recognition), การสแกนม่านตา, การสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint) หรือไม่ก็ รหัสผ่าน (Pass Code) อีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นเมื่อเรามีสิ่งที่เชื่อถือได้แล้ว ก็มั่นใจได้ ไม่ว่าจะทำธุรกรรมอะไร ฝั่งของผู้ให้บริการ (Server Site) ก็จะตรวจสอบได้เสมอ ว่าบุคคลนั้น คือ เจ้าของธุรกรรมจริงๆ เช่นกัน