พระพุทธสิหิงค์ หล่อขึ้นด้วยสัมฤทธิ์กะไหล่ทอง ประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งสองวางซ้อนกันบนหน้าตัก แสดงปางสมาธิ ครองจีวรห่มเฉียงบางแนบพระวรกาย มีสังฆาฏิเป็นแผ่นแบนกว้างพาดอยู่บนพระอังสาซ้ายยาวจรดพระนาภี ชายสังฆาฏิเป็นลายเขี้ยวตะขาบ พระอุระกว้าง บั้นพระองค์คอด ได้สัดส่วนงดงาม พระพักตร์กลม แย้มพระสรวลเล็กน้อย พระเนตรหลุบลงต่ำ เมื่อมองแล้วทำให้เกิดความสงบ ขมวดพระเกศาเป็นก้นหอย พระรัศมีรูปคล้ายเปลวเพลิง ประทับอยู่บนฐานบัวหงาย 3 ชั้น รองรับด้วยฐานสิงห์ที่น่าจะทำเพิ่มเติมขึ้นในภายหลงอีกชั้นหนึ่ง
แม้ตำนานจะกล่าวถึงพระพุทธสิหิงค์ว่ามีความเก่าแก่และเคารพนับถือสืบเนื่องมายาวนานตั้งแต่ พ.ศ.700 แต่รูปแบบศิลปะที่ปรากฏอยู่น้้น สันนิษฐานได้ว่าพระพุทธสิหิงค์ที่ประดิษฐานอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร น่าจะเป็นพระพุทธรูปที่ป้่น และหล่อขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20-21 ในรูปแบบศิลปะสุโขทัย-ล้านนา ซึ่งมีความแตกต่างจากพุทธศิลปะลังกาอย่างชัดเจน
นอกจากนั้นยังปรากฏพระพุทธสิหิงค์องค์อื่นๆ ที่น่าจะสร้างขึ้นตามคติความเชื่อหรือตำนานเดียวกัน เช่น พระพุทธสิหิงค์ที่ประดิษฐานในวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ และพระพุทธสิหิงค์ในหอพระพุทธสิหิงค์จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น จึงเชื่อได้ว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นโดยอ้างอิงตำนานที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐานพระพุทธศาสนาแบบลังกาในประเทศไทย
การมีพระพุทธสิหิงค์ไว้เคารพบูชา ก็หมายถึงพระพุทธศาสนาได้เป็นที่เคารพบูชาในดินแดนแถบนั้นสำหรับอานิสงส์ของการกราบไหว้พระพุทธสิหิงค์นั้น หลวงวิจิตรวาทการ ผู้รวบรวมประวัติตำนานย่อพระพุทธสิหิงค์ได้กล่าวไว้ความตอนหนึ่งว่า
"ข้าพเจ้าผู้เขียนตำนานย่อฉบับนี้มีมีความเชื่อมั่นในอานุภาพของพระพุทธสิหิงค์อยู่มาก อย่างน้อยก็สามารถบำบัดทุกข์ร้อนในใจให้เหือดหาย ผู้ใดมีความทุกข์ร้อนในใจท้อถอยหมดมานะด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ข้าพเจ้าขอแนะนำให้มาจุดธูปเทียนบูชาและนั่งนิ่งๆ มองดูพระองค์สัก 10 นาที ความทุกข์ร้อนในใจจะหายไป ด้วงจิตที่เหี่ยวแห้งจะกลับมาสดชื่น หัวใจที่ท้อถอยหมดมานะจะกลับเข้มแข็งมีความมานะพยายาม ดวงจิตที่หวาดกลัวจะกลับกล้าหาญ ดวงจิตที่เกียจค้านจะกลับขยัน ผู่ที่หมดหวังจะกลังมีหวัง"
ข้อมูลที่มา : นายดิษพงษ์ เนตรล้องวงศ์หนังสือ ๙ พระพุทธรูป ณ วังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน พุทธศักราช 2556 และ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี