สาเหตุที่ผมเริ่มเปลี่ยนวิถีการทำข่าวของตัวเองก่อนบริษัทจะมีนโยบายลงมา ไม่ใช่เพราะข้อมูล สถิติต่างๆที่ชี้ว่าคนดูทีวีน้อยลง แต่ว่าผมเบื่อความเทอะทะของระบบบรรณาธิการแบบผูกขาด
มันจำเป็นต้องเสียเวลาไปลุ้นว่าข่าวที่ตัวเองทำ จะถูกยกออกจากแพ็คข่าวในรายการหรือไม่ เพราะ มีคนมาตัดสินว่ามีข่าวใหญ่อื่นๆ มาเบียดแทรกจนข่าวของเราต้องตกขอบ ผมคิดว่ามันคงหมดยุคที่เราจะมาจิตตกกับเรื่องแบบนี้แล้ว เมื่อโลกมันเปลี่ยน
ในโลกออนไลน์มันก็เหมือนกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ก็แค่ปล่อยให้มันลอยน้ำไป บางที..มันอาจจะลอยข้ามไปอีกทวีปหนึ่งก็ได้ หรือมันอาจจะจมลงก่อน สิ่งที่เราต้องเรียนรู้เป็นศาสตร์ใหม่ ว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งที่โยนลงไปในทะเลลอยไปได้ไกล มันจะต้องมีน้ำหนักเบาใช่มั้ย หรือมันต้องมีลักษณะแบนๆ เรียวๆ จึงจะลอยและไม่จม
เปรียบเทียบเหมือนกับเนื้อหาหนึ่งชิ้น ถ้าจะทำให้เข้าถึงคนเยอะๆ มียอดแชร์ออกไปเยอะ ต้องออกแบบเนื้อหาอย่างไร ไม่ให้จม ทำเป็นคลิปสั้นๆจะดีมั้ย มันเป็นเรื่องท้าทายพอสมควร ที่จะหาสูตรสำเร็จ และทำให้ลอยออกไปได้ไกล
แต่ที่แน่แน่คือห้วงมหาสมุทรแห่งนี้ไม่มีกรอบ ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีบรรทัดฐาน มีแต่ว่าโยนลงไปแล้ว มันไปไกลแค่ไหน
ไม่มีใครมาบอกว่านี่คือเรื่องใหญ่ หรือเวลาไม่พอ เรื่องบางเรื่องเป็นเพียงข่าวอ่านสั้นๆ ในทีวี ที่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่า ณ ช่วงเวลานั้นมีคนดูอยู่กี่คน แต่เนื้อหาเดียวกัน ที่ผมจับโยนลงไปในทะเลออนไลน์ กลับมีคนดูเป็นแสน (เอาจริงๆ เรื่องนั้นยังไม่เอาไปออกทีวี ด้วยซ้ำ)
อิทธิพลของออนไลน์มีมากขึ้น เพราะมันเกิดจากการมีส่วนร่วม ได้แสดงความเห็นตอบโต้ เกิดเป็นชุมชนย่อยๆ เป็นประสบการณ์ที่ทีวีไม่สามารถให้ได้
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องคิดกลับหัว
"คิดกลับหัว" เป็นคำพูดของนายธนาคารแห่งหนึ่ง ที่บอกว่าองค์กรของตัวเองต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะถ้าเขาไม่เปลี่ยนเขาจะตายก่อน เพราะเขามีสาขาเยอะที่สุดในประเทศ
เมื่อก่อนธนาคารที่มีสาขาเยอะๆ มีตู้เยอะๆอาจตอบโจทย์คนยุคนั้นที่ยังไม่มีไอแบงค์กิ้ง เพราะว่ามันสะดวกดีไปที่ไหนก็เจอแบงค์นี้ ไปที่ไหนก็เจอตู้ของแบงค์นี้ แต่วันนี้ไม่ใช่
เพราะตอนนี้ผมจะเป็นลูกค้าของธนาคารที่ผมทำธุรกรรมโดยไม่ต้องไปธนาคาร ไม่ต่อคิว โอนง่ายๆผ่านมือถือ แอพแบงค์ไหนใช้ง่ายสุดผมเลือกเป็นลูกค้าธนาคารนั้น แล้วสาขาที่เหลืออยู่ก็ต้องตบยุง แล้วเขาจะเอาไว้ทำไม ให้มันเสียสตางค์ขาดทุน มีสาขาเยอะก็หมายความว่าต้องแบกต้นทุนเยอะ
เห็นมั้ยว่ามันกลับหัว จากเมื่อก่อนแบงค์ที่มีสาขาเยอะคือสะดวก ตอนนี้แบงค์ไหนโอนง่ายออนไลน์เร็วที่สุด คือสะดวกมากกว่า แล้วถ้าเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับทีวีไม่ต้องพูดถึง
อนาคตเรายังจำเป็นต้องมีกองบรรณาธิการที่เทอะทะผูกขาดพื้นที่อยู่บนหน้าจอเหล่านี้อยู่หรือเปล่า
ในขณะที่คนมองว่าพื้นที่ออนไลน์คือของเหลือ แต่ผมกลับคิดว่าพื้นที่ออนไลน์คือจำเป็น และตอนนี้ผมรู้สึกว่า มันเริ่มมีอิทธิพลมากกว่าทีวี
เพราะแทบไม่เคยมีแหล่งข่าวของผมคนไหนเลยในช่วงปีที่ผ่านมา ถ่ายรูปบนจอทีวี แล้วบอกว่า นี่ชั้นดูเธออยู่ในทีวี เดี๋ยวนี้เจอลิ้งค์แล้วก็แท็กมาให้ว่าดูแล้วนะ และมีจำนวนไม่น้อยไม่เคยรอดูออกอากาศ รอลิ้งค์ย้อนหลังอย่างเดียว
หรือบางทีเราก็รู้ว่าอ๋อ คนนี้ออกทีวีช่องนี้ เป็นนักข่าวช่องนี้ เพราะว่า เขาครอปหน้าจอที่มันมีโลโก้ทีวีลงเฟสบุ๊ค
สรุปแล้วเราก็รู้จักตัวตนเขาในเฟสบุ๊ค เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้ปรากฎการณ์โลกป่วนเป็นเพียงความรู้สึก แต่เราต้องเปลี่ยนวิถีไปด้วยเลย
ทีวีตอนนี้ก็ดูเป็นเสมือนหนึ่งการประทับตราว่า นี่เป็นชิ้นข่าวที่น่าเชื่อถือในสายตาของคนทั่วไป เพราะทีวียังเป็นสื่อกระแสหลัก ทีวีดูเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือมี แต่จับต้องไม่ได้ ที่จับต้องได้คือที่แชร์ๆกันอยู่ ได้ดูได้เห็น อยู่ในออนไลน์
มันคือยุคเปลี่ยนผ่าน ถ้าเวลามันผ่านไปเรื่อยๆทีวีอาจไม่จำเป็นต้องประทับตราความน่าเชื่อถือแล้วก็ได้
เดี๋ยวนี้มันมีที่เรียกว่า Short Clip คลิป ผมเห็นมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว เห็นที่อื่นประสบความสำเร็จ
มันเป็นคลิปขนาดสี่เหลี่ยมตุรัส เป็นคลิปสั้นๆก็จริงแต่มันใช้เวลาทำนาน เพราะต้องเสียเวลาใส่ซับข้างล่าง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องใส่ แต่เหมือนเป็นสูตรสำเร็จ เพราะบางทีมันเหมือนกับได้อ่านไปด้วยทวนสิ่งที่เขาพูดไปด้วย ทำให้จำได้ง่ายขึ้น เข้าใจได้ดีกว่าฟังผ่านๆ ไป
แล้วไอ้คลิปแบบนี้ ก็จะต้องมีขนาดเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสด้วยนะ ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นเพราะว่าขนาดมันพอกับจอมือถือ ถ้าเป็นจอกว้างแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า มันอาจจะเล็กไปเวลาดูในจอต้องตะแคงดู แต่ในอนาคตมันอาจจะมีอะไรใหม่กว่านี้ก็ได้
วันนี้ผมเพิ่งเริ่มต้นกับเพจส่วนตัว ที่มีลักษณะคอปเปอร์เรตแบรนด์กับองค์กร คือคนดูแล้วรู้ว่านี่เป็นคนของเครือเนชั่น เพราะมีโลโก้เนชั่นอยู่ชัดเจน
ฝากทุกท่านเข้าไปติดตามที่ "วชิรวิทย์ เลิศบำรุงชัย" ด้วยครับ ...