svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Lifestyle

รู้จัก Pitted Keratolysis โรค “กลิ่นเท้าแรง ผิวเท้าเป็นรู” รักษาให้หายขาดได้

08 ธ.ค. 2568

รู้จักกับ Pitted Keratolysis โรคที่เกิดจาก เชื้อแบคทีเรีย ทำให้ผิวเท้าเป็นรู และมีกลิ่นเท้าแรง พบมากในกลุ่มที่เท้าอับชื้น อาจดูน่ากลัวแต่โรคนี้รักษาให้หายได้ง่าย

รู้จักกับ Pitted Keratolysis โรคที่เกิดจาก เชื้อแบคทีเรีย ทำให้ผิวเท้าเป็นรู และมีกลิ่นเท้าแรง พบมากในกลุ่มที่เท้าอับชื้น อาจดูน่ากลัวแต่โรคนี้รักษาให้หายได้ง่าย

KEY

POINTS

  • โรค Pitted Keratolysis คือการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังชั้นบนบริเวณฝ่าเท้า ทำให้ผิวเป็นหลุมเล็กๆ และเกิดกลิ่นเท้าที่รุนแรงกว่าปกติ
  • สาเหตุหลักเกิดจากความอับชื้นและเหงื่อออกมาก มักพบในผู้ที่ต้องใส่รองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าบู๊ตเป็นเวลานาน เช่น นักกีฬา ทหาร และคนทำงานโรงงาน
  • สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาทาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ควบคู่กับการดูแลเท้าให้แห้งและสะอาดอยู่เสมอเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

หากคุณเคยสังเกตว่า ฝ่าเท้ามีกลิ่นแรงผิดปกติ แถมยังพบ หลุมเล็ก ๆ บนผิวเท้า เหมือนถูกกัดแทะ หรือผิวยุ่ยเป็นรู อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่เท้าอับหรือรองเท้าเหม็นธรรมดา แต่คือสัญญาณของโรคผิวหนังที่เรียกว่า Pitted Keratolysis (พิทเต็ด เคอราโทลัยซิส) ซึ่งพบได้มากในคนทำงานที่ต้องใส่รองเท้าหุ้มส้นหรือยืนเป็นเวลานาน

แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่สร้างความรำคาญและกระทบความมั่นใจอย่างมาก หากไม่รู้เท่าทันและปล่อยไว้ อาการอาจเป็นเรื้อรังได้

โรคนี้คืออะไร?

สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ อธิบายว่า Pitted Keratolysis เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังชั้นบน โดยเฉพาะบริเวณ ส้นเท้า ฝ่าเท้า และปลายเท้า เชื้อจะทำให้ผิวหนังเกิดเป็น หลุมเล็ก ๆ ขนาดราว 1–3 มิลลิเมตร และสร้างสารที่ทำให้เกิดกลิ่นเท้าแรงขึ้นกว่าปกติ

โรคนี้มักเกิดมากขึ้นในสภาพที่ อับ ชื้น เหงื่อออกง่าย เช่น

  • ใส่รองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าบูตตลอดวัน
  • ต้องยืนหรือเดินในที่ร้อนและชื้น
  • สวมถุงเท้าหนามากหรือไม่เปลี่ยนถุงเท้า
  • มีเหงื่อออกมากโดยธรรมชาติ

กลุ่มเสี่ยงจึงพบมากใน นักกีฬา ทหาร แพทย์ พยาบาล คนทำงานโรงงาน หรือผู้ที่ต้องยืน-เดินนาน ๆ รวมถึงคนที่ถูกล้อว่า “เท้าเหม็น” เป็นประจำก็อาจอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน

อาการแบบไหนที่บ่งชี้ว่าเป็น Pitted Keratolysis?

โดยทั่วไปจะมีอาการชัดเจน 3 อย่าง ได้แก่

1) ฝ่าเท้าเป็นหลุมเล็ก ๆ

  • เหมือนถูก “หนอนแทะ”
  • ผิวขาวซีด ยุ่ย หรือเป็นรอยเจาะถี่ ๆ

2) กลิ่นเท้าแรงมาก

  • กลิ่นจะรุนแรงกว่ากลิ่นอับปกติ เพราะเกิดจากสารที่แบคทีเรียสร้างขึ้น

3) อาจมีเจ็บเวลายืนหรือเดิน

  • แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่เจ็บ แต่หากเป็นมากอาจรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ ได้

หากอาการไม่ดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ หรือมีอาการ แดง บวม ปวด ควรรีบพบแพทย์ทันที

การวินิจฉัยโรคทำอย่างไร?

แพทย์มักตรวจที่ฝ่าเท้าโดยตรง บางรายอาจใช้ Wood’s lamp ซึ่งจะเห็นการเรืองสีส้มแดงของบริเวณที่มีเชื้อ ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดหรือทำการตรวจซับซ้อนเพิ่มเติม

รักษาได้ไหม?

รักษาได้ และหายเร็วมาก หากได้รับการดูแลที่ถูกต้อง

วิธีรักษามาตรฐาน

1. ยาทาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น

  • Clindamycin
  • Erythromycin
  • Fusidic acid
  • Benzoyl peroxide

2. ยากิน

ใช้เฉพาะรายที่อาการรุนแรงหรือรักษาด้วยยาทาแล้วไม่ดีขึ้น

รู้จัก Pitted Keratolysis โรค “กลิ่นเท้าแรง ผิวเท้าเป็นรู” รักษาให้หายขาดได้

การดูแลตนเองระหว่างรักษา

  • ทำให้เท้า แห้งอยู่เสมอ
  • เช็ดซอกนิ้วเท้าให้แห้งหลังล้าง
  • เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน
  • หลีกเลี่ยงรองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าบูตเป็นเวลานาน
  • ใช้แป้งลดเหงื่อหรือสเปรย์ระงับกลิ่นเท้า
  • สลับรองเท้า ไม่ใส่คู่เดิมติดกันทุกวัน
  • ทำความสะอาดรองเท้าและผึ่งแดดเป็นประจำ

หากทำตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง อาการจะดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้

ป้องกันโรค Pitted Keratolysis อย่างไร?

แม้โรคนี้ไม่อันตราย แต่การป้องกันง่ายกว่าการรักษามาก โดยท่องจำหลักพื้นฐานดังนี้

  • ล้างเท้าทุกวัน และเช็ดให้แห้งทุกครั้ง
  • เลือกรองเท้าแบบ โปร่ง ระบายอากาศได้ดี
  • หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าหนาหรืออับนานเกินไป
  • เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน เลือกผ้าที่ดูดซับเหงื่อ
  • หลีกเลี่ยงการเดินในที่แฉะหรือชื้นเป็นเวลานาน
  • หากเริ่มได้กลิ่นเท้าแรงผิดปกติ ให้รีบสังเกตอาการทันที

สรุป

Pitted Keratolysis เป็นโรคผิวหนังจากเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เท้าเกิดหลุมเล็ก ๆ และมีกลิ่นแรง แม้ไม่ใช่โรคอันตราย แต่สร้างปัญหาในชีวิตประจำวันได้มาก หากรู้เท่าทัน สังเกตอาการ และดูแลเท้าให้แห้งอยู่เสมอ สามารถรักษาหายได้ภายในเวลาไม่นาน

หากพบว่าเท้าส่งกลิ่นรุนแรง หรือมีหลุมจำนวนมากบนฝ่าเท้า อย่าปล่อยไว้จนเป็นเรื้อรัง ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด