สำหรับ MIDO เป็นแบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน (GEORGES SCHAEREN) เริ่มก่อตั้งบริษัท MIDO G.SCHAEREN & CO. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน
ภาณุวัฒน์ ทองพุ่ม กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า “งานครั้งนี้เราจัดขึ้นเพื่อต้องการเผยโฉมนาฬิการุ่นไอคอนิกประจำปีนี้ซึ่งมีทั้งหมด 7 คอลเลกชั่นด้วยกัน และยังคงตอกย้ำจุดยืนอันแข็งแกร่งของแบรนด์มิโดที่เป็นแบรนด์นาฬิกาสวิสคุณภาพสูงที่เข้าถึงได้อย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละคอลเลกชั่นยังคงความโดดเด่นด้านงานดีไซน์ที่สามารถตอบโจทย์ทุกสไตล์ของผู้สวมใส่เอาไว้ได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกันฟังก์ชั่นการใช้งานก็สามารถตอบสนองกับทุกกิจกรรมได้ เช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำหรือนักกิจกรรมตัวยง รวมไปถึงเรือนที่เหมาะสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน หรือนาฬิกาสำหรับผู้หญิงที่สามารถผสานความงดงามด้านดีไซน์และฟังก์ชั่นเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าไอคอนิกทั้ง 7 คอลเลกชั่นประจำปีนี้จะถูกใจและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจให้กับทุกไลฟ์สไตล์ของเหล่าคนรักนาฬิกาทุกคน”
รุ่นไฮไลท์ Multifort M Chronometer เรือนเวลาชิ้นเยี่ยมที่สามารถการันตีถึงฝีมือของช่างทำนาฬิกาแบรนด์มิโดได้เป็นอย่างดี มีคุณสมบัติด้านความแม่นยำทนทานต่อสนามแม่เหล็ก โดยมีการสลักคำว่า ‘Chronometer’ บนหน้าปัด เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงความแม่นยำที่เกินกว่าค่ามาตรฐาน
ถัดมาที่ Multifort M ที่สุดแห่งพละกำลัง ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของความแข็งแกร่งและความทันสมัยด้วยการเผยโฉมเรือนเวลาหน้าปัดขัดซาตินแนวตั้งพร้อมพื้นผิวไล่ระดับจากสีน้ำเงินไปจนถึงสีดำ มาพร้อมพรายน้ำเรืองแสงสีเขียวอมฟ้า และมีช่องแสดงวันและวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ต่อมาที่ Ocean Star Decompression Worldtimer Special Edition นาฬิกาดำน้ำที่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เด่นของหน้าปัดแบบดั้งเดิม ที่มาพร้อมฟังก์ชั่น GMT และขอบหน้าปัดที่แสดงเวลาจากทั่วโลกผ่าน 2 ดีไซน์ประสิทธิภาพสูง ที่ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อทุกสภาวะด้วยตัวเรือนสแตนเลสสตีลขัดเงาที่แข็งแรงทนทาน บนหน้าปัดพื้นหลังสีน้ำเงินเข้ม สลักโลโก้ ‘Mido’ แบบดั้งเดิม
สำหรับ Baroncelli Chronograph Moonphase เรือนเวลาที่มาพร้อมความสง่างามสุดคลาสสิกในขนาดหน้าปัด 42 มม. พร้อมฟังก์ชันโครโนกราฟ มูนเฟส จากเครื่องคาลิเบอร์ A05.221 (Caliber A05.221) ที่สำรองพลังงานสูงสุดได้ 60 ชั่วโมง ในฝาหลังแบบเปลือย และบาลานซ์สปริงนิวาครอง (Nivachron™) ที่มีคุณสมบัติในการต้านทานต่อสนามแม่เหล็กและแรงกระแทก
คอลเลกชั่นต่อมา Multifort Powerwind จากตำนานความวินเทจอันเลื่องชื่อ สู่การกลับมาของเรือนเวลาสไตล์วินเทจเรือนใหม่ที่ยังคงกลิ่นอายความย้อนยุคเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ พร้อมผสานกลไก Caliber 80 สำรองพลังงานสูงสุดถึง 80 ชั่วโมง และบาลานซ์สปริงนิวาครอง พร้อมตำแหน่งบอกเวลาที่บริเวณ 6 นาฬิกา โดยดีไซน์หน้าปัดแบบซันเรย์ขัดซาตินทรงโดม
ส่วนนาฬิกาสำหรับผู้หญิง MIDO ได้เปิดตัวมา 2 คอลเลกชั่นด้วยกัน ได้แก่ Ocean Star Nerea นาฬิกาดีไซน์สปอร์ตสำหรับสุภาพสตรีเรือนแรกในคอลเลกชั่นโอเชียน สตาร์ ที่มาพร้อมระบบ Caliber 80.611 ตำแหน่งบอกเวลาบริเวณ 6 นาฬิกา ที่มาพร้อมขอบเบเซลทรงโดมแบบหมุนได้ และ Commander Lady เรือนเวลาสำหรับหญิงสาวที่ชื่นชอบความเฟมินีน ที่มาพร้อมหน้าปัดขนาด 35 มม. ด้วยระบบ Caliber 72 และบาลานซ์สปริงนิวาครอง พร้อมประดับเพชร 11 เม็ด
นอกจากนี้ เหล่าเซเลบริตี้และคนดังที่มาร่วมภายในงานยังได้เผยถึงสไตล์การเลือกนาฬิกาเรือนโปรด และเทคนิคการเลือกสะสมนาฬิกาเพื่อเพิ่มมูลค่า เริ่มจาก หนุ่มมาดเท่ พอล สิริสันต์ เผยว่า "ด้วยคาแรคเตอร์ของเราที่เป็นคนลุยๆ ชอบทำกิจกรรมทางน้ำ ก็จะเลือกนาฬิกาที่โดดเด่นด้านฟังก์ชั่นการดำน้ำ สามารถกันน้ำลึกได้ อ่านค่าเวลาใต้น้ำได้ และแน่นอนว่าดีไซน์ต้องมีความสปอร์ต สามารถใส่ทำกิจกรรมได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ใส่ในชีวิตประจำวันได้ด้วย สำหรับการเลือกนาฬิกาเพื่อลงทุน เราจะเลือกจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือเป็นอันดับแรก ซึ่งต้องเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานน และมีฟังก์ชั่นที่โดดเด่นเป็นพิเศษแตกต่างจากเรือนอื่นๆ"
ถัดมาที่สาวเก๋ อัชฌา เจริญรัศมีเกียรติ เล่าว่า "เราเป็นคนที่สนุกกับการแต่งตัวอยู่แล้ว จะชอบมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าตามสไตล์ต่างๆ ดังนั้นนาฬิกาที่จะเลือกใส่ก็ต้องมีดีไซน์ที่โดดเด่นแต่จะเน้นไปที่ความเฟมินีน เพื่อให้พอดีกับลุคในการแต่งตัวแต่ละวัน และจะชอบเรือนที่หน้าปัดพอดีกับข้อมือ เพราะทำให้คล่องตัว แต่สำหรับการสะสมหลักๆ ก็จะเลือกจากคอลเลกชั่นพิเศษหรือพวกลิมิเต็ดอิดิชั่น ที่เปิดตัวมาในวาระพิเศษ และมีจำนวนจำกัด"
ต่อมาที่นักแสดงหนุ่มมากฝีมือ โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ เผยว่า "ปกติจะเลือกใส่นาฬิกาตามสไตล์การแต่งตัวในแต่ละวัน ถ้าวันที่แต่งแคชชวลหน่อยก็จะเลือกเรือนที่มีความเท่ๆ หน่อยทั้งโทนสีและดีไซน์ อย่างวันนี้หยิบเป็นเรือนสีน้ำเงินสายเดนิม ก็จะช่วยคอมพลีทลุคได้ดีมากขึ้น ส่วนการเลือกสะสมนาฬิกาเพื่อเพิ่มมูลค่า ก็จะดูจากแบรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมและสะสมคอลเลกชั่นที่สะท้อนถึงความเป็นตัวตนของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี"
ปิดท้ายที่สาวสวยนักกิจกรรม มะปราง-อลิสา ขุนแขวง เล่าว่า "แน่นอนว่าด้วยความที่เราชอบทำกิจกรรมเป็นนักแข่งรถ นาฬิกาที่เลือกใส่ก็ต้องมีความสปอร์ต ผลิตจากวัสดุที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความเรียบโก้สามารถใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน และแมทช์กับลุคต่างๆ ได้ง่าย อย่างเรือนที่เป็นสายสีดำและตัวเรือนเคลือบโรสโกลด์ ส่วนการเลือกสะสมนาฬิกาจะเลือกจากคอลเลกชั่นที่มีความวินเทจ มีฟังก์ชั่นการใช้งานประสิทธิภาพสูง เพราะจะทำให้นาฬิกาเรือนนั้นสามารถเพิ่มมูลค่าในตัวเองได้"