ทรัมป์ส่งข้อตกลงนิวเคลียร์ซาอุฯ เข้าสภา-ยันต้องรับรองอิสราเอล
26 ส.ค. 2569 | apirak_pra

โดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นข้อตกลงความร่วมมือนิวเคลียร์ภาคพลเรือนกับซาอุดีอาระเบียให้สภาคองเกรสพิจารณา ยืนยันจะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อซาอุฯ สถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอล
ข่าว
26 ส.ค. 2569 | apirak_pra

โดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นข้อตกลงความร่วมมือนิวเคลียร์ภาคพลเรือนกับซาอุดีอาระเบียให้สภาคองเกรสพิจารณา ยืนยันจะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อซาอุฯ สถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอล
KEY
POINTS
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ส่งร่างข้อตกลงความร่วมมือทางนิวเคลียร์ภาคพลเรือนระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย ให้สภาคองเกรสพิจารณาอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทว่า ทรัมป์ ยังคงยืนยันเงื่อนไขสำคัญว่า ข้อตกลงมูลค่ามหาศาลนี้จะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อซาอุดีอาระเบียยอมรับและสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศอิสราเอลอย่างเป็นทางการเท่านั้น
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวซึ่งบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จะเปิดทางให้บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ สามารถส่งออกเทคโนโลยีนิวเคลียร์ภาคพลเรือนไปยังซาอุดีอาระเบียได้ โดยทรัมป์เน้นย้ำว่า ข้อตกลงนี้จะเดินหน้าต่อได้ก็ต่อเมื่อซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมใน "ข้อตกลงอับราฮัม" (Abraham Accords) ซึ่งเป็นข้อตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิสราเอลกับประเทศอาหรับเหมือนเช่นที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน โมร็อกโก และซูดาน เคยทำไว้ก่อนหน้านี้
ร่างข้อตกลงระยะเวลา 30 ปีฉบับนี้ ครอบคลุมถึงการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่น AP1000 ซึ่งเป็นโครงการมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐที่จะสร้างประโยชน์มหาศาลให้แก่บริษัท เวสติงเฮาส์ (Westinghouse) ของสหรัฐฯ โดยสภาคองเกรสจะมีเวลาพิจารณาร่างข้อตกลงดังกล่าวเป็นเวลา 90 วันทำการ ซึ่งหากคองเกรสไม่มีการคัดค้านใดๆ ข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้ทันที แต่หากคองเกรสลงมติปฏิเสธ ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังมีสิทธิ์ใช้วีโต้ (Veto) คัดค้านมติสภา ซึ่งจะต้องใช้เสียงถึง 2 ใน 3 ของสภาในการหักล้างวีโต้ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม จุดยืนของซาอุดีอาระเบียก่อนหน้านี้ได้ย้ำชัดเจนมาตลอดว่า การจะยอมรับและสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลได้นั้น จะต้องมีหลักประกันที่ชัดเจนและไม่สามารถย้อนกลับได้เกี่ยวกับการจัดตั้ง "รัฐปาเลสไตน์" เสียก่อน ซึ่งถือเป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างยิ่งนับตั้งแต่เกิดสงครามในฉนวนกาซา
ข้อตกลงดังกล่าวกำลังเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสมาชิกรัฐสภาฝั่งพรรคเดโมแครตและกลุ่มต่อต้านการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากในข้อตกลงไม่ได้ระบุข้อห้ามซาอุดีอาระเบียจากการ "เสริมสมรรถนะยูเรเนียม" หรือ "การแปรสภาพขยะนิวเคลียร์" ซึ่งถือเป็นสองเส้นทางสำคัญที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ แตกต่างจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ เคยทำไว้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในปี 2009 ที่มีการใส่เงื่อนไขห้ามไว้อย่างเคร่งครัด
ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การส่งข้อตกลงเข้าสภาของทรัมป์ในครั้งนี้ อาจเป็นการเปิดช่องให้สภาคองเกรสอนุมัติข้อตกลงโดยหลีกเลี่ยงเงื่อนไขการสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลและการควบคุมการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะยาว