โดยในช่วงก่อนหน้านี้ แอปเปิล (Apple) ผู้ที่เสียหายจากข้อตกลงชั่วคราวนี้ เคยออกแถลงการณ์ว่า ข้อกำหนดนี้จะเป็นการหยุดนวัตกรรม มากกว่าส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมสิ่งใหม่ รวมทั้งส่งผลเสียกับลูกค้าและเศรษฐกิจของยุโรปด้วย อย่างไรก็ตามแอปเปิ้ลเองก็ระบุเพิ่มเติมว่าการบังคับใช้นั้นที่จริงไม่จำเป็น เพราะภาพรวมอุตสาหกรรมก็เปลี่ยนมาใช้ พอร์ต USB-C เป็นสายชาร์จมากขึ้นอยู่แล้ว
ในทางกลับกัน สหภาพยุโรป (อียู) EU มองว่า
คำสั่งนี้ช่วยให้ลูกค้าผู้ใช้งาน มีความง่ายในการจัดการสายชาร์จกับอุปกรณ์ที่ซื้อมาใหม่ ทำให้ไม่จำเป็นต้องร้องขอสายชาร์จทุกครั้งที่ซื้อ ช่วยประหยัดเงินรวมกว่า 250 ล้านยูโรต่อปี และลดขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 11,000 ตันต่อปีเลยทีเดียว
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัทแอปเปิล บริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ของโลก จะต้องเปลี่ยนช่องเชื่อมต่อสำหรับการชาร์จ ไอโฟน ที่จะผลิตออกวางจำหน่ายในภูมิภาคยุโรป ภายในปี 2024 หลังจากชาติสมาชิกสหภาพยุโรปและบรรดาสมาชิกนิติบัญญัติ มีมติเมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ผ่านข้อตกลงบังคับให้ช่องเชื่อมต่อสำหรับโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ต และกล้องดิจิทัล ต้องใช้ช่องเชื่อมต่อแบบเดียวกันทั้งหมดเป็นที่แรกของโลก
รายงานระบุว่า อียู ได้ผลักดันการใช้ช่องเชื่อมต่อแบบเดียวมานานนับ 10 เนื่องจากผู้ใช้งานทั้งไอโฟนและแอนดรอยด์ ต้องใช้สายชาร์จที่มีช่องต่อไม่เหมือนกันโดยแอปเปิลใช้ช่อง ไลต์นิง ขณะที่ แอนดรอยด์ใช้ ยูเอสบี–ซี
แม้ว่าในประเด็นร้อนๆ เช่นนี้ ทางแอปเปิล เคยแสดงความคิดเห็นว่า การบังคับใช้กฎดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคกับการพัฒนาสิ่งใหม่ และทำให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกจำนวนมหาศาลก็ตาม
..
นักวิเคราะห์ระบุว่า
กฎตามข้อตกลงดังกล่าวจะส่งผลให้ยอดขายไอโฟน ที่ใช้พอร์ตยูเอสบี–ซี ที่คาดว่าแอปเปิลจะเริ่มเปิดตัวในปี 2023 นี้จะขายดีเป็นอย่างมากในภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่ออุปกรณ์รุ่นเก่าที่ใช้พอร์ตไลต์นิงถูกห้ามขาย
ประธานคณะกรรมธิการอุตสาหกรรมอียู ระบุว่า การบังคับใช้ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดเงินโดยรวมได้ราว 250 ล้านยูโรหรือราว 1 หมื่นล้านบาทและเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคด้วย
ทั้งนี้ คอมพิวเตอร์แลปท็อปจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน โดยมีช่วงเวลาในการเตรียมปรับตัว 40 เดือน หลังจากกฎหมายบังคับใช้นอกจากนี้บรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของอียูจะมีอำนาจในการออกข้อบังคับให้ระบบชาร์จไร้สายที่จะออกวางเข้ากันได้ต่อไปในอนาคต
ขอขอบคุณ springnews