5. ถ้าฝนตกหนักมาก แนะนำให้จอดพักรถไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย
หนึ่งอุปสรรคสำคัญในการขับรถขณะที่ฝนตกก็คือทัศนวิสัยในการมองเห็นทางที่ไม่ชัดเจน ยิ่งถ้าเวลาฝนตกหนัก ผู้ขับขี่ก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ แต่ในกรณีที่ฝนตกหนักมาก จนไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้าในระยะ 10 เมตรได้ชัดเจน ก็ไม่ควรฝืนขับรถไปต่อ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ข้อแนะนำที่ดีให้หาที่จอดรถที่ปลอดภัย รอจนฝนเบาแล้วค่อยเดินทางต่อ แต่ควรหลีกเลี่ยงการจอดพักรถในบริเวณใกล้เสาไฟฟ้าแรงสูง และต้นไม้สูงๆ ที่ขึ้นอยู่โดดเดี่ยวในบริเวณนั้น เพราะสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้า ทำให้เกิดฟ้าผ่า หรืออาจจะเกิดการหักโค่นของเสาไฟ และต้นไม้ได้ นอกจากนี้ถ้าหากต้องจอดรถเป็นเวลานานๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เบรคมือ เพื่อป้องกันอาการเบรคติด ที่มักเกิดขึ้นเวลาที่รถเปียกน้ำ
6. ตรวจเช็กทัศนวิสัยในการขับรถตลอดเวลา
ในขณะที่ฝนตกอุณหภูมิภายนอก และภายในรถมักจะแตกต่างกัน ทำให้มักจะเกิดละอองฝ้าเกาะกระจก และหน้าต่างเสมอดังนั้นควรเปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อสลายความชื้นภายในรถ หากรถของคุณไม่มีระบบปรับอากาศ มีข้อแนะนำที่ทำได้ง่ายๆ ก็คือให้เปิดช่องหน้าต่างด้านหลังให้มีช่องว่างเพียงพอให้อากาศถ่ายเทได้ หากเกิดฝ้าบนกระจกมากๆ จนทำให้บดบังทัศนวิสัยจนรู้สึกว่ามองทางไม่ชัดเจน
ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ก็ควรลดความเร็ว หรือจอดเพื่อทำความสะอาดกระจก และนอกจากควรงดใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตกเราต้องใช้สมาธิ และเพิ่มความระมัดระวังในการขับรถมากกว่าปกติ การที่ขับรถไปใช้โทรศัพท์ไปจะช่วยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง
7. ทำประกันภัยไว้หน่อย..เพื่อความอุ่นใจกว่าของทุกฝ่าย
แน่นอนการขับรถในภาวะที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าปกติอย่างในช่วงที่ฝนตกบ่อย การที่รถเราทำประกันภัยไว้ ก็จะเพิ่มความอุ่นใจ ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝันก็จะมีคนเข้ามาช่วยดูแลทั้งในส่วนของการเกิดอุบัติเหตุ และการเกิดภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วม ประกันภัยก็จะช่วยเข้ามารับผิดชอบในเรื่องค่าใช้จ่ายต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในช่วงหน้าฝนต่อหน้าหนาวแบบนี้ ตรวจเช็กทุกอย่างให้พร้อม ระวังถ้ามีประกัน ก็อย่าให้ประกันขาดหรือหมดอายุ เพื่อความมั่นใจตลอดเส้นทาง
ที่มา : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ