กรมสุขภาพจิต ผลักดันแคมเปญ “See You Tomorrow แล้วเจอกันวันพรุ่งนี้” ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของความหวังและพลังใจในการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ยิ่งในวิกฤตโควิด-19 เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนอย่างมหาศาล หลายคนรู้สึกหมดหวัง ส่งผลต่อสุขภาพจิต

9 กันยายน 2564 กรมสุขภาพจิต เดินหน้ารณรงค์ประชาสัมพันธ์ด้านสุขภาพจิตเนื่องใน "วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลกประจำปี 2564" หรือ World Suicide Prevention Day 2021 โดยผลักดันแคมเปญ “See You Tomorrow แล้วเจอกันวันพรุ่งนี้” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญของความหวังและพลังใจในการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ สามารถสร้างความหวังจากสิ่งเล็กๆ น้อยรอบตัวและส่งต่อให้คนรอบข้างเพื่อพบกันในวันพรุ่งนี้ด้วยสุขภาพจิตที่ดี และลดการสูญเสียจากการฆ่าตัวตาย          

 

แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ในช่วงวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลกประจำปี 2564  ซึ่งตรงกับวันที่ 10 กันยายนของทุกปี กรมสุขภาพจิตได้ผลักดันและรณรงค์เพื่อสร้างเสริมสุขภาพจิตที่ดีเพื่อลดการสูญเสียจากการฆ่าตัวตายในประเทศไทย

 

โดยในปีนี้เป็นปีที่ประชาชนต้องพบเจอกับอุปสรรคมากมายจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนอย่างมหาศาล

 

หลายคนรู้สึกหมดหวัง และท้อแท้จากสถานการณ์ที่ต่อเนื่องยาวนานเกิดภาวะเหนื่อยล้าจากโรคระบาด และปัญหาด้านสุขภาพจิตตามมาอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

 

กรมสุขภาพจิตเล็งเห็นว่า การที่ทุกคนในสังคมสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความหวังและพลังใจ เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการฝ่าฟันวิกฤตในครั้งนี้

กรมสุขภาพจิตจึงผลักดันแคมเปญ “See You Tomorrow แล้วเจอกันวันพรุ่งนี้” เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงการสังเกตตนเองว่ามีความเสี่ยงในการรู้สึกสิ้นหวังหรือไม่ โดยสามารถสังเกตได้จาก

 

1. ความคิดและความรู้สึกที่สุดขั้ว เช่น รู้สึกไร้ทางออกโดยสมบูรณ์ รู้สึกผิดอย่างไม่สามารถให้อภัยได้ หรือโกรธเกลียดอย่างรุนแรง ซึ่งความคิดและความรู้สึกเช่นนี้เป็นปัจจัยนำไปสู่การสิ้นหวังหรือหมดใจได้ง่าย

 

2. รู้สึกยอมแพ้ไปหมด เชื่อมั่นว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว อาจบ่นและตำหนิมากขึ้นแต่ขาดแรงที่จะเดินเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้น

 

"แล้วเจอกันวันพรุ่งนี้" แคมเปญในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก 10 ก.ย.

 

3. แยกตัวจากสังคม ซึ่งยิ่งแยกตัวมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ตัวเราเองนั้นจมอยู่กับความเชื่อและความสิ้นหวังของตนเองมากขึ้น การตัดขาดจากสังคมจะนำไปสู่ความวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าที่มากขึ้น ก็จะยิ่งทำให้รู้สึกสิ้นหวังมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหากเราหรือคนใกล้ชิดมีความเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ อาจนำไปสู่ความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียด้านสุขภาพจิตและการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายได้ในที่สุด 

การสร้างความหวังและพลังใจในสถานการณ์ที่ยากลำบากและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก แต่ทุกคนมีศักยภาพในการสร้างความหวังให้ตนเองและส่งต่อให้คนอื่นได้

 

โดยมีแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้ดังนี้

 

1. สำรวจความคิดและอารมณ์ของตนเอง โดยหากมีลักษณะสิ้นหวังหรือสุดขั้ว ให้ลองพยายามปรับมุมมองและพยายามควบคุมความคิดและอารมณ์ให้คงที่เท่าที่จะทำได้

 

2. จัดการในสิ่งที่พอจัดการได้ โดยเริ่มแบ่งสัดส่วนของปัญหาต่าง ๆ โดยเริ่มจัดการเรื่องเล็กน้อยที่พอทำได้ก่อน แล้วจึงขยับไปจัดการเรื่องที่ใหญ่ขึ้น โดยพักเรื่องที่จัดการไม่ได้เอาไว้ก่อน

 

3. เชื่อมต่อกับคนรอบข้าง โดยเน้นการเปิดใจ พูดคุยกับคนในครอบครัว หรือคนที่สนิทและพร้อมที่จะรับฟัง

 

4. หาตัวอย่างของความหวัง โดยอาจหาได้จากสื่อต่าง ๆ หรือจากเรื่องราวจากคนรอบข้างที่ผ่านพ้นอุปสรรคมาได้ในอดีต เพื่อให้เชื่อมั่นว่าเราสามารถเติบโตจากวิกฤตได้

 

5. ช่วยสร้างความหวังให้ผู้อื่น โดยผ่านการทำงานจิตอาสาหรือช่วยเหลือคนที่กำลังยากลำบาก จะทำให้เกิดมุมมองต่อความหวังที่ดีขึ้น

 

"แล้วเจอกันวันพรุ่งนี้" แคมเปญในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก 10 ก.ย.