ต่อมาเมื่อเราก็เริ่มสังเกตเห็นว่าว่า ผลของการบีบนวดในจุดที่เกิดอาการ มักได้ผลดี เราก็จดจำ และบันทึกเป็นข้อมูลไว้ ซึ่งการนวดไทย โดยส่วนใหญ่จะใช้วิธี การกด คลึง บีบ ดัด เหยียบ รวมไปถึงการอบ ประคบด้วยสมุนไพรไทย ซึ่งกรรมวิธีเหล่านี้ ล้วนเป็นภูมิปัญญา ที่สืบทอดกันต่อ ๆ มาหลายร้อยปี จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง จนสามารถสร้างเป็นทฤษฎีการนวด กลายมาเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่ช่วยบำบัดรักษาอาการและโรคบางชนิดได้
จากภูมิปัญญาการนวดแผนไทยด้วยวิธีการ กด บีบ คลึง เหยียบ ดัด อบ ประคบ เหล่านี้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รวมทั้งภาคีเครือข่ายต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนได้มีการพัฒนาการนวดแผนไทยสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีการศึกษาวิจัยมีการพัฒนาการเรียนการสอนหลักสูตรการนวดแผนไทยอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้การนวดเพื่อบำบัดรักษาอาการต่างๆและการนวดเพื่อสุขภาพมีหลักสูตร การเรียน การสอน ตั้งแต่ 60 ชั่วโมงไปจนถึง 1,300 ชั่วโมง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
ซึ่งปัจจุบันการนวดไทยมีการนำไปใช้ประโยชน์ ในระบบบริการสาธารณสุขทั้งของภาครัฐและเอกชน ในด้านการดูแลผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยโรคข้อกระดูก โรคกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังขยายผลไปสู่กลไกสำคัญอีกกลไกหนึ่ง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ในธุรกิจบริการสุขภาพอย่างหลากหลายประเภท อาทิเช่น สปาเพื่อสุขภาพ สปาเพื่อการบำบัดรักษา เป็นต้น
ทั้งหมดนี้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงวัฒนธรรม จึงได้พลักดัน การนวดไทย เข้าสู่ยูเนสโก้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว