องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ถึงการระบาดของ "ไข้นกแก้ว" หรือ โรคซิตตาโคซิส (Psittacosis) ส่งผลกระทบต่อผู้คนที่อาศัยอยู่ในหลายประเทศในยุโรป ซึ่งหวั่นเกรงกันว่าจะเกิดระบาดและเป็นอันตรายร้ายแรง เหมือนที่เคยมี "ไข้หวัดนก" ระบาดเมื่อหลายปีและมีคนเสียชีวิตไปหลายคนมาก
ทำความรู้จัก "ไข้นกแก้ว"
"ไข้นกแก้ว" หรือ โรคซิตตาโคซิส เริ่มกลับมาระบาดเมื่อปีที่แล้ว (2566) และยาวจนถึงต้นปี 2567 มีการรายงานผู้เสียชีวิต 5 ราย โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา บ่งชี้ว่า คนสามารถติดโรคไข้นกแก้วได้จากการสูดดมฝุ่น หรือสารคัดหลั่งจากนกที่ติดเชื้อ หรืออาจติดเชื้อล้มป่วยได้หากถูกจะงอยปากของนกจิก หรือสัมผัสกับผิวหนังคน
สำหรับ ไข้นกแก้ว เกิดจากแบคทีเรียในตระกูล Chlamydia ที่พบในนก หรือสัตว์ปีกในป่า และสัตว์เลี้ยงหลายชนิด ซึ่งนกที่ติดเชื้อดูจากภายนอกไม่ได้ ไม่ได้ดูเหมือนนกป่วย แต่นกจะปล่อยแบคทีเรียเมื่อหายใจ หรืออยู่ในมูลของนก
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่า ไข้นกแก้วสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ โดยเคสในระยะหลังๆ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เคยสัมผัสกับสัตว์ปีก หรือนกป่า พร้อมมีอาการป่วยไม่รุนแรง เช่น ปวดศีรษะ, ปวดกล้ามเนื้อ, ไอแห้ง, มีไข้ และหนาวสั่นเป็นเวลาประมาณ 5 – 14 วัน ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และแทบไม่มีผู้เสียชีวิต