"ปลัด-ผบ.ตร." อยู่นาน! โอกาสขับเคลื่อน หรือผูกขาดอำนาจ?
23 ก.ค. 2569 | thunchanok_kul

วิเคราะห์ มุมมองรัฐศาสตร์ ตั้งบิ๊ก ขรก. อายุยาว "ปลัด-ผบ.ตร." ดาบสองคม ด้านหนึ่งลบเกียร์ว่างดันนโยบายไม่สะดุด อีกด้านเสี่ยงแช่แข็งรุ่นน้อง-เอื้อการเมือง
ข่าว
23 ก.ค. 2569 | thunchanok_kul

วิเคราะห์ มุมมองรัฐศาสตร์ ตั้งบิ๊ก ขรก. อายุยาว "ปลัด-ผบ.ตร." ดาบสองคม ด้านหนึ่งลบเกียร์ว่างดันนโยบายไม่สะดุด อีกด้านเสี่ยงแช่แข็งรุ่นน้อง-เอื้อการเมือง
KEY
POINTS
23 กรกฎาคม 2569 ปรากฏการณ์แต่งตั้ง "บิ๊กข้าราชการ" อายุราชการเหลือยาว ขั้นดำรงตำแหน่งสูงสุด ทั้งระดับปลัดกระทรวงและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) "เนชั่นออนไลน์" เปิดมุมมองนักวิชาการ สะท้อน 4 แง่มุมรัฐศาสตร์ ชี้ฝ่ายการเมืองต้องการลบปัญหาเกียร์ว่าง และสร้างฐานอำนาจระยะยาว หวั่นเกิดภาวะ "คอขวด" แช่แข็งขวัญกำลังใจรุ่นน้อง ทำรุ่นอายุ 53-59 ปี หมดสิทธิ์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำหน่วย
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวถึงข้อดีข้อเสียของการตั้งข้าราชการที่มีอายุราชการหลายๆ ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดของหน่วยงาน ทั้งปลัดกระทรวง และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
โดยบอกว่า ในทางรัฐศาสตร์ การแต่งตั้ง "บิ๊กข้าราชการ" ที่มีอายุราชการเหลือยาวนาน เข้ามาดำรงตำแหน่งในกระทรวงหรือหน่วยงานเชิงยุทธศาสตร์สำคัญนั้น เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจยิ่ง 4 แง่มุม ดังนี้
1. แนวคิดการควบคุมฝ่ายปกครองโดยฝ่ายการเมือง
ทั้งนี้ “ฝ่ายการเมือง” มองอีกนัยหนึ่งคือผู้รับมอบอำนาจจากประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ย่อมต้องการควบคุมฝ่ายราชการ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้บรรลุผล กล่าวคือ
2. แนวคิดเครือข่ายอำนาจ
เป็นการสร้างฐานอำนาจและระบบอุปถัมภ์ระยะยาว เพราะฝ่ายการเมืองเลือก "ตัวแทน" หรือ Agent ที่ไว้วางใจได้ หากวางตัวบุคคลเหล่านี้ไว้ในตำแหน่งสายงานยุทธศาสตร์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ฝ่ายการเมืองจะสามารถการันตีการควบคุมโครงสร้างอำนาจ ข้อมูลข่าวสาร และงบประมาณในกระทรวงนั้น ๆ ได้ต่อเนื่องยาวนาน แม้ฝ่ายการเมืองจะเปลี่ยนรัฐบาล แต่เครือข่ายที่วางไว้นั้นยังคงอยู่
อีกทั้งการฝังคนของตนไว้ในระยะยาว จะช่วยลดทอนอำนาจการต่อรองของฝ่ายข้าราชการประจำสายเดิม และเปลี่ยนโครงสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เอื้อต่อฝ่ายการเมือง
3. มิติผลกระทบต่อระบบราชการ
หากมองผ่านระบบคุณธรรม และระบบอาวุโส มองได้ดังนี้
4. แนวคิดผู้นำแบบเทคโนแครต
ในยุคปัจจุบันที่การบริหารภาครัฐมีความซับซ้อน รัฐบาลอาจต้องการ "เทคโนแครตยุคใหม่" ที่เข้าใจเทคโนโลยี หรือบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การเลือกข้าราชการรุ่นใหม่ขึ้นมาคุมกระทรวงสำคัญ จึงเป็นภาพสะท้อนของการปฏิรูประบบราชการให้ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลง มากกว่าการรอตามลำดับอาวุโสแบบดั้งเดิม
อาจารย์เชษฐา สรุปว่า การแต่งตั้งข้าราชการอายุราชการเหลือเยอะคุมหน่วยงานสำคัญ เป็นทั้ง "โอกาส" ในการสร้างเสถียรภาพทางนโยบาย และเป็น "ความเสี่ยง" ในการผูกขาดอำนาจทางการเมือง
ฉะนั้นหัวใจสำคัญที่จะตัดสินว่าปรากฏการณ์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ "อายุราชการที่เหลือ" แต่ขึ้นอยู่กับ "ระบบตรวจสอบ“ หรือ Accountability และ "สมรรถนะที่แท้จริง” ของตัวบุคคลนั้นๆ เป็นสำคัญ
ขณะที่ ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การตั้งข้าราชการที่มีอายุราชการเหลือหลายปีขึ้นเป็นผู้นำหน่วย เป็นเทรนด์ใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งในมุมการเมือง คือการกระชับอำนาจที่ชัดเจน อยู่ได้นาน ดูแลกันได้นาน ก็อาจเอื้อประโยชน์ให้ภาคการเมืองได้มากตามไปด้วย
ในทางบริหารก็มีทั้งบวกและลบ
ต้องไม่ลืมว่าหลายตำแหน่ง ตั้งแล้วไม่ใช่ว่าจะย้ายได้ง่ายๆ เนื่องจากมีกฎหมายคุ้มครองตำแหน่งเหล่านั้น เช่น ผบ.ตร. หรือตำแหน่งในหน่วยงานความมั่นคงอีกบางตำแหน่ง (เช่น เลขาธิการ สมช.)และอีกเรื่องหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ คือการแต่งตั้งแบบนี้จะกระทบคนในหน่วยงานพอสมควร
จากตัวอย่างของกระทรวงเกษตรฯ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พูดง่ายๆว่า คนอายุ 53-59 ปี รุ่นนี้ทั้งหมด หมดสิทธิ์ขึ้นเป็นผู้นำหน่วย ถ้าจะมองคนต่อไปก็ต้องมองคนอายุน้อยกว่านี้ จึงอาจกระทบขวัญกำลังใจ และความเอาใจใส่ในการทำงานมากพอสมควร