มะเร็งเต้านม-มะเร็งปากมดลูก เป็นผู้หญิงข้ามเพศเสี่ยงไหม?
22 ม.ค. 2567 | warunee_man

ไขข้อสงสัยเป็น “ผู้หญิงข้ามเพศ” มีโอกาสเสี่ยงโรคมะเร็งร้ายที่ผู้หญิงเป็นมากที่สุดอย่าง “มะเร็งเต้านม-มะเร็งปากมดลูก” มากน้อยแค่ไหน
Lifestyle
22 ม.ค. 2567 | warunee_man

ไขข้อสงสัยเป็น “ผู้หญิงข้ามเพศ” มีโอกาสเสี่ยงโรคมะเร็งร้ายที่ผู้หญิงเป็นมากที่สุดอย่าง “มะเร็งเต้านม-มะเร็งปากมดลูก” มากน้อยแค่ไหน
สองมะเร็งร้ายที่พบมากในผู้หญิงซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ด้านสาธารณสุขของทุกประเทศ ได้แก่ “โรคมะเร็งเต้านม” และ “โรคมะเร็งปากมดลูก” เกิดเป็นคำถามในใจใครหลายคนว่า กรณี “ผู้หญิงข้ามเพศ” ที่เทคฮอร์โมนจะมีโอกาสเสี่ยงโรคมะเร็งร้ายทั้งสองนี้เท่ากับเพศหญิงหรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบมาให้
“มะเร็งเต้านม” เป็นโรคมะเร็งยอดฮิตที่พบในหญิงไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 1 และเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตมากถึงร้อยละ 37 จากมะเร็งทั้งหมด ส่วนใหญ่มักพบในผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40-45 ปี โดยสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งเต้านมนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจัยที่เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ได้แก่
เรื่องของมะเร็งเต้านม ที่เราอาจไม่เคยรู้
แม้มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากในผู้หญิง แต่ "ผู้ชาย" ก็พบได้ เพียงแต่พบได้น้อยมาก อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลจากต่างประเทศรายงานพบ "ผู้หญิงข้ามเพศ" ที่ผ่าตัดแปลงเพศเป็นผู้หญิงมีแนวโน้มเป็นมะเร็งเต้านมมากว่าผู้ชายทั่วไป 47 เท่า
ผู้หญิงข้ามเพศกับความเสี่ยง “มะเร็งเต้านม”
ปัจจัยหลักที่เชื่อว่าทำให้เกิด “มะเร็งเต้านมในผู้หญิงข้ามเพศ” โดยปกติแล้วเพียงแค่เป็นผู้หญิงก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมแล้ว เนื่องจากมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ยิ่งมีประวัติว่าแม่หรือพี่สาวหรือครอบครัวที่ใกล้ชิดเป็นมะเร็งเต้านมก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง ดังนั้น ผู้หญิงข้ามเพศที่มีการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนมานานจึงเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ชายทั่วไป
การวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงข้ามเพศที่ได้รับการเทคฮอร์โมนมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ชายปกติทั่วไป
การศึกษาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน (HRT) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมในสตรีวัยหมดประจำเดือน ซึ่งอาจบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในทำนองเดียวกันในผู้หญิงข้ามเพศที่ได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมน
ทีมวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์มาติน เดน ไฮเจอร์ (Professor Martin den Heijer) จากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยในอัมสเตอร์ดัม พบว่า
ผู้หญิงข้ามเพศมีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ชายประมาณ 47 เท่า โดยการศึกษาผู้หญิงข้ามเพศจำนวน 2,260 คน อายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มการรักษาด้วยฮอร์โมนคือ 31 ปี และใช้เวลาในการรักษาโดยเฉลี่ย 13 ปี พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม 15 ราย ที่อายุเฉลี่ย 50 ปี และหลังจากได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนเฉลี่ย 18 ปี อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความเสี่ยงในสตรีข้ามเพศจะเพิ่มขึ้นในระหว่างการรักษาด้วยฮอร์โมน แต่ก็ยังมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมต่ำกว่าผู้หญิงทั่วไป
ในการศึกษาก่อนหน้าเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงมะเร็งเต้านมเรามักจะเห็นว่า ผู้หญิงตามเพศกำเนิดที่มีการใช้ฮอร์โมนบำบัดเพื่อรับมือกับการเข้าวัยหมดประจำเดือนจะมีความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมนมเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ในหญิงข้ามเพศที่มีการเทคฮอร์โมนหรือฮอร์โมนบำบัดเพื่อการเปลี่ยนเพศจึงอาจมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นจากเหตุผลนี้
ผู้หญิงข้ามเพศควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเหมือนผู้หญิงทั่วไปหรือไม่?
ผู้ที่ควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม คือผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรมาตรวจแมมโมแกรมปีละครั้ง ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัวเคยเป็นมะเร็งเต้านม ฉายแสงที่หน้าอกควรมาตรวจคัดกรองก่อนอายุ 40 ปี จากการศึกษางานวิจัยความเสี่ยงมะเร็งเต้านมในกลุ่มคนข้ามเพศ ยังได้ระบุเอาไว้ในรายงานว่าด้วยผลลัพธ์การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า หญิงข้ามเพศที่ผ่านการใช้ฮอร์โมนบำบัดเพื่อการข้ามเพศควรคัดกรองมะเร็งเต้านมเป็นการป้องกันโรค โดย “ผู้หญิงข้ามเพศหากมีการใช้ฮอร์โมนมานานกว่า 5 ปี” มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แนะนำให้มาตรวจทุก 2 ปีครั้ง ส่วนผู้หญิงที่ให้นมบุตรจะมีความเสี่ยงลดน้อยลง เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงเลย
การผ่าตัดเสริมหน้าอกเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่?
เรื่องนี้ แพทย์หญิงจรัลภา วัฒนกิจไกรเลิศ ศัลยศาสตร์มะเร็งวิทยาและโรคของเต้านม โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า การผ่าตัดเสริมเต้านมในผู้หญิงข้ามเพศ “ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม" สิ่งที่เพิ่มความเสี่ยงคือการใช้ฮอร์โมนมากกว่า โดยเฉพาะการรับประทานยาคุมนานเกิน 5 ปี
ก้อนเนื้อในเต้านม อาจไม่ใช่มะเร็งเต้านม
ปกติเซลล์มะเร็งเต้านมจะก่อตัวเป็นเนื้องอกที่มักตรวจพบได้จากการเอกซเรย์หรือคลำได้เป็นก้อน ส่วนใหญ่มะเร็งเต้านมมักเกิดในผู้หญิง แต่ผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าก้อนเนื้อในเต้านมส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายและไม่ใช่มะเร็ง การเกิดเนื้องอกในเต้านมที่ไม่ใช่มะเร็งคือการเติบโตที่ผิดปกติ แต่จะไม่แพร่กระจายออกไปยังอวัยวะอื่นๆ และไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่เนื้องอกบางชนิดสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นมะเร็งเต้านมได้
นอกจากนี้ ยังมีมะเร็งเต้านมประเภทอื่นๆ ที่พบได้น้อย เช่น ก้อนเนื้องอกชนิดกึ่งมะเร็ง (phyllodes tumor) และมะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน (angiosarcoma)
แม้ว่ามะเร็งเต้านมหลายชนิดอาจทำให้เกิดก้อนในเต้านม แต่ก็ไม่เสมอไป ดังนั้น ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจคัดกรองประจำปี การตรวจพบมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่มาจากการตรวจคัดกรองแมมโมแกรม ซึ่งสามารถตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวและก่อนมีอาการ ความจริงที่น่าสนใจคือหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี มะเร็งเต้านมก็เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้
คำแนะนำในการป้องกันมะเร็งเต้านมสำหรับผู้หญิงข้ามเพศ
การคัดกรองมะเร็งเต้านมเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับหญิงข้ามเพศที่ใช้ฮอร์โมนบำบัด ความเสี่ยงมะเร็งเต้านมและการคัดกรองมักจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม คำแนะนำในการคัดกรองมะเร็งเต้านมสำหรับผู้หญิงข้ามเพศโดยทั่วไปมีดังนี้
กรณีที่ผ่านการใช้ฮอร์โมนมาอย่างน้อย 5 ปี หญิงข้ามเพศในกรณีนี้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำที่ผู้หญิงตามเพศกำเนิดนิยมปฏิบัติในแต่ละช่วงอายุ เช่น การสังเกตความเปลี่ยนแปลงเต้านม การคลำเต้านม การตรวจเมโมแกรมเมื่ออายุเพิ่มขึ้น เป็นต้น
กรณีที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไม่ ไม่ว่าจะใช้ฮอร์โมนบำบัดมามากหรือน้อยแค่ไหน แนะนำให้หญิงข้ามเพศตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเช่นเดียวกับที่ผู้หญิงตามเพศกำเนิดนิยมปฏิบัติ
กรณีที่คนในครอบครัวมีประวัติมะเร็งเต้านม หรือทราบว่าตนมีความเสี่ยงสูงต่อการกลายพันธุ์ของยีน BRCA ไม่ว่าจะผ่านการใช้ฮอร์โมนบำบัดมามากน้อยแค่ไหน ควรปฏิบัติการคัดกรองมะเร็งเต้านมเช่นเดียวกับที่ผู้ที่มีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมสูง และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
“มะเร็งปากมดลูก” อีกหนึ่งมะเร็งยอดฮิตที่พบในผู้หญิงมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม โดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก 12 คนต่อวัน ซึ่ง 80% ของผู้หญิงที่เป็นเร็งปากมดลูกอยู่ในช่วงอายุ 30-60 ปี โดยในประเทศไทยพบผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณกว่า 8,000 คน
มะเร็งปากมดลูก เกิดได้จากสาเหตุใดบ้าง?
โดยอาการแสดงเริ่มต้นของมะเร็งปากมดลูก คือระดูขาวมากผิดปกติ เลือดออกขณะหรือหลังมีเพศสัมพันธ์ และภายหลังมีเพศสัมพันธ์ แต่ในบางรายก็อาจไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น
ผู้หญิงข้ามเพศกับความเสี่ยง “มะเร็งปากมดลูก”
แม้ส่วนใหญ่สาเหตุหลักของการเกิดโรคจะมาจาก “เชื้อไวรัส HPV” แต่ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงนั้นก็มีอยู่หลายอย่าง เช่น อาจเกิดจากการฉีกขาดของช่องคลอด การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ รวมไปถึงการไม่รักษาสุขอนามัยบริเวณช่องคลอดและอวัยวะเพศของสามี
แน่นอนว่าการผ่าตัดแปลงเพศจากชายกลายเป็นหญิงนั้น คือการที่ศัลยแพทย์ทำการตัดแต่งระบบสืบพันธ์ภายในของผู้ชายให้มีเหมือนกับผู้หญิง เพียงแต่เป็นการใช้ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อหรือตัดต่อจากของเดิม เช่น การสร้างช่องคลอดเทียม โดยการตัดต่อท่อปัสสาวะเพศชาย หรือตกแต่งแคมเลียนแบบอวัยวะเพศหญิงจากหนังหุ้มลูกอัณฑะ เป็นต้น
โดยทางการแพทย์แล้วยังไม่มีการพบว่า เมื่อผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงแล้วจะก่อให้เกิด “โรคมะเร็งปากมดลูก” ในอนาคต ในทางกลับกัน อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตามเพศสภาพเดิมมากกว่า เนื่องจากในการผ่าตัดแปลงเพศนั้น มีเพียงการตัดลูกอัณฑะออกแต่ยังเหลือต่อมลูกหมาก ซึ่งทำให้มีโอกาสเกิดเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ หรือแม้แต่ในผู้หญิงที่แปลงเพศเป็นชาย ก็ยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งรังไข่ได้เหมือนกัน
แม้ปัจจุบันนวัตกรรมทางด้านศัลยกรรมจะสามารถเปลี่ยนรูปร่างภายในและภายนอกได้ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ “โรคร้าย” หายไปได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงโดยกำเนิดหรือผู้หญิงข้ามเพศ การตรวจสุขภาพเป็นประจำ…จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจ