สิ่งที่ต้องกล่าวย้ำคือ งานวิจัยนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อระบุสาเหตุว่าทำไมชานมถึงเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า แต่พูดถึงแค่ความเชื่อมโยงกันเท่านั้น และต้องตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมตามความนิยมของเครื่องประเภทนี้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทีมวิจัยคาดว่านักศึกษาที่เครียด ซึมเศร้า หรือวิตกกังวลอาจใช้ชานมเป็นกลไกในการรับมืออารมณ์ด้านลบ แต่เนื่องจากชานมมีทั้งความหวาน น้ำตาล และคาเฟอีน ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อ “การเสพติด” ซึ่งอาจสร้างปัญหาได้เหมือนกับโซเชียลมีเดียหรือแม้กระทั่งยาเสพติด
ดังนั้น จะต้องมีการติดตามข้อมูลการกินชานมในช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นและมีกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันถึงความเชื่อมโยง อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยนี้ได้ชี้ว่าอาจต้องมีมาตราการป้องกันเพิ่มขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจจากชมนม
“การค้นพบในปัจจุบันสามารถช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายพัฒนาระเบียบต่างๆ เช่น การจำกัดโฆษณา การให้ความรู้ด้านจิตวิทยา การเสริมสร้างด้านสุขอนามัยที่เน้นกลุ่มวัยรุ่น ขณะเดียวกันก็สามารถช่วยป้องกันปัญหาด้านสุขภาพจิตของพวกเขาด้วย”
อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยยังไม่สามารถชี้ชัดถึงกลไกทางกายภาพและจิตวิทยาที่เป็นสาเหตุเบื้องหลังของเรื่องนี้ได้ แต่ยืนยันว่าความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องระหว่างการเสพติดชานมกับปัญหาสุขภาพจิตนั้นมีอยู่จริง และเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง ซึ่งควรจะมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในเชิงลึกต่อไป
เบาได้เบา แล้วจะไม่เบาหวาน
แน่นอนว่าการดื่มชานมไข่มุกมากเกินปริมาณที่แนะนำต่อวันอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพของทุกๆ วัย แต่วัยที่น่าเป็นกังวลที่สุดคือ “วัยเด็ก” ซึ่งนักโภชนาการห่วงเตือนการบริโภคชานมไข่มุกมีภัยต่อสุขภาพมากกว่าเรื่องน้ำหนักเกิน เพราะว่าเด็กอาจมีพฤติกรรมติดหวาน ส่วนผสมแฝงทั้งปริมาณน้ำตาลสูงและอาจมีสารกันบูด เป็นภัยต่อสุขภาพกาย ทำให้เสี่ยงต่อการเกิด "ภาวะดื้อต่ออินซูลิน" ส่งผลให้ระบบเผาผลาญมีปัญหาตั้งแต่อายุน้อยๆ มีโอกาสเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นภัยใกล้ตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคไขมันในเลือดผิดปกติ รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ ภัยเงียบที่ผู้ป่วยอาจจะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป และอาจสร้างปัญหาขาดสารอาหาร
ควบคุมน้ำตาลตามเป้าหมายองค์การอนามัยโลก
จากการสำรวจของกรมอนามัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลมากถึงวันละ 20 ช้อนชา เกินกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึง 3 เท่า ในขณะที่สถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคอ้วนก็พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กๆ ที่ชอบเครื่องดื่มรสหวาน ทำให้เด็กไทยจำนวนมากในยุคนี้มีภาวะน้ำหนักเกิน รวมถึงกลายเป็นเด็กอ้วนเพิ่มขึ้น และพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อบริโภค เคยตรวจวิเคราะห์สารกันบูด น้ำตาล และโลหะหนักในชานมไข่มุก 25 ยี่ห้อ พบตัวอย่างเม็ดไข่มุกมีสารกันบูด 100% แต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน และยังพบว่า ส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำตาลมากกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำต่อวัน บางยี่ห้อมีน้ำตาลสูงถึง 18 ช้อนชา ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ร่างกายเราไม่จำเป็นต้องได้รับพลังงานเพิ่มจากน้ำตาลที่เติมเสริมแต่งเข้าไปในอาหารเลย
ย้ำว่าองค์การอนามัยโลกแนะนำว่าเราไม่ควรได้รับพลังงานจากน้ำตาลเกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่แนะนำต่อวัน และการได้รับน้ำตาลน้อยกว่าร้อยละ 5 ของพลังงานที่แนะนำต่อวันจะส่งผลดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ จึงแนะนำว่าคนทั่วไปควรได้รับน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (คำนวณจากความต้องการพลังงานวันละ 2000 กิโลแคลอรี) หากเป็นไปได้ การไม่เติมน้ำตาลเพิ่มลงไปในอาหารเลยหรือลดปริมาณน้ำตาลต่อวันให้น้อยที่สุดก็จะดีที่สุดต่อสุขภาพ และไม่แนะนำการเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในอาหารสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี นอกจากนี้ น้ำตาลในชานมไข่มุกหวานๆ ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในช่องปากและฟันได้อีกด้วย