3. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease) เป็นความบกพร่องที่มีการพัฒนาของโครงสร้างหัวใจแบบผิดปกติหรือไม่สมบูรณ์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ตลอดจนพฤติกรรมของคุณแม่ อาทิ การดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์
อาการ : มักแสดงอาการผิดปกติได้ตั้งแต่เป็นทารก เช่น หายใจถี่ เหนื่อยง่ายขณะให้กินนม น้ำหนักตัวน้อย หรือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นช้า ในรายที่มีความผิดปกติรุนแรงอาจมีผิวหนังหรือริมฝีปากซีดหรือเขียว เหนื่อยง่ายระหว่างออกกำลังกายหรือทำกิจกรรม มีอาการบวมตามมือ ข้อเท้า
4. โรคของลิ้นหัวใจ (Valvular Heart Diseases) เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ ความผิดปกติของลิ้นหัวใจตั้งแต่เกิด ความเสื่อมตามอายุที่เพิ่มขึ้น หรือเกิดจากมีการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ โรคไข้รูมาติก โรคทางพันธุกรรม
อาการ : หากเป็นในระดับที่รุนแรงจะมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจถี่ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ขาบวม เท้าบวม มีอาการน้ำท่วมปอด นอนราบไม่ได้ เป็นลมหมดสติ ซึ่งหากรุนแรงมากอาจทำให้มีภาวะหัวใจล้มเหลวตามมาได้
5. โรคของกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiomyopathies) เป็นโรคที่เกิดความผิดปกติที่ตัวกล้ามเนื้อหัวใจเองโดยตรง สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากโรคหรือการติดเชื้อบางอย่าง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง การตั้งครรภ์ การให้ยาเคมีบำบัด การใช้สารเสพติด และสาเหตุทางพันธุกรรม
อาการ : ผู้ป่วยบางรายไม่มีอาการแสดงชัดเจน จนกว่าระยะของโรคเข้าสู่ระยะที่รุนแรงมากขึ้น ในรายที่อาการรุนแรงมักพบอาการ หายใจถี่ จะรู้สึกหายใจไม่อิ่มในเวลากลางคืน ต้องสะดุ้งตื่นหรือลุกขึ้นมาเพื่อนั่งหายใจในเวลากลางคืนเหนื่อยง่ายเวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลม บวมบริเวณขา ข้อเท้า
6. ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวาย (Heart Failure) เป็นโรคที่การทำงานของหัวใจแย่ลงมาก ๆ จนทำให้ไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างเพียงพอ นำไปสู่การเสียชีวิตได้ มักมีสาเหตุจากโรคของระบบอื่น ๆ หรือโรคหัวใจอื่น ๆ ที่รุนแรงจนทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวตามมา
อาการ : ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน อาการที่พบได้ ได้แก่ เจ็บหน้าอก หายใจถี่ หายใจไม่ออกในเวลากลางคืน ต้องสะดุ้งตื่นหรือลุกขึ้นมาเพื่อนั่งหายใจในเวลากลางคืน เหนื่อยง่าย บวมตามขา ข้อเท้า หน้าท้อง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นผิดปกติ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ไอแห้ง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ไม่สบายท้อง
7. โรคของเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardial Diseases) เกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจหลังการเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ หรือโรคมะเร็งบางชนิด อย่างไรก็ตามในบางกรณีก็ไม่สามารถระบุสาเหตุของโรคได้แน่ชัด
อาการ : มักมีอาการเจ็บหน้าอก และจะมีอาการรุนแรงขึ้นเมื่อหายใจเข้าลึก ๆ เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก อ่อนเพลีย บวมบริเวณร่างกายส่วนล่าง บางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย”
นายแพทย์วิสุทธิ์ กล่าวต่อไปว่า อีกหนึงกรณีที่น่ากังวลของโรคหัวใจ คือ ภาวะเทรกซ้อน ซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไปตามชนิดของกลุ่มโรค โดยภาวะแทรกซ่อนที่สามารถพบบ่อย ได้แก่ ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือขาดเลือดเฉียบพลัน(acute myocardial infarction) โรคหลอดเลือดสมอง(stroke) โรคหลอดเลือดโป่งพอง(aneurysm) โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน(peripheral arterial disease) ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน(sudden cardiac arrest)
"ปัจจุบันแนวทางการรักษาโรคหัวใจสามารถทำได้หลายวิธีซึ่งจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของโรคหัวใจแต่ละโรค ผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้การรักษามากกว่า 1 วิธี ไม่ว่าจะเป็น การรักษาด้วยยา การรักษาด้วยการผ่าตัดหรือทำหัตถการ ตลอดจน การรักษาด้วยกายภาพและเวชศาสตร์ฟื้นฟู เป็นโปรแกรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคหัวใจโดยการดูแลของแพทย์และนักกายภาพบำบัด เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายให้หัวใจกลับมาทำงานได้ดีขึ้น ทั้งนี้ แพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจจะทำการพิจารณาและประเมินการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย"
เทคนิคป้องกันโรคหัวใจที่ใครๆ ก็ทำได้
สำหรับการป้องกันโรคหัวใจ สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต หลีกเลี่ยงความเครียด เลือกรับประทานอาหารที่มีเกลือและไขมันอิ่มตัวต่ำ ควบคุมความดันเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไขมันให้อยู่ในค่าปกติ งดสูบบุหรี่ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง ดังนั้นการดูแลตัวเอง การสังเกตอาการผิดปกติที่เข้าข่ายอาการของโรคหัวใจ การตรวจคัดกรองโรคหัวใจเป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันและช่วยให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งส่งผลให้การรักษาง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น