เจาะ 4 พฤติกรรมทำความดันโลหิต-น้ำตาลในเลือดพุ่ง รู้แล้วเลิกทำด่วน!
18 ส.ค. 2566 | warunee_man

"เบาหวาน-ความดัน" แพ็คคู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบมากในคนไทย เพราะ 4 พฤติกรรมทำซ้ำๆ เร่งโรคร้ายแรงขึ้น รีบเช็กตัวเองก่อนสาย!!
Lifestyle
18 ส.ค. 2566 | warunee_man

"เบาหวาน-ความดัน" แพ็คคู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบมากในคนไทย เพราะ 4 พฤติกรรมทำซ้ำๆ เร่งโรคร้ายแรงขึ้น รีบเช็กตัวเองก่อนสาย!!
แม้โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จะไม่ใช่โรคติดต่อ แต่จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่า ตลอดช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มโรค NCDs เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชาการโลก โดยมีคนไทยป่วยด้วยโรค NCDs ถึง 14 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 300,000 คนต่อปี และคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี ซึ่งส่วนใหญ่เสียชีวิตก่อนอายุ 60 ปี
สำหรับ "โรคเบาหวาน" และ "โรคความดันโลหิต" มิตรคู่กายอันตรายคู่ตัวที่หลายคนต้องใช้ชีวิตร่วมกับโรคเหล่านี้ ซึ่งกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการต้องกินยาตามเวลา ต้องงดอาหารบางประเภท จะดีกว่าไหมถ้าเรารู้ถึงพฤติกรรมที่เป็นตัวการเพื่อป้องกันไม่ให้ต้องขึ้นชื่อว่า "ผู้ป่วย"
4 พฤติกรรมทำความดันโลหิต-น้ำตาลในเลือดพุ่ง รู้แล้วเลิกทำด่วน!
1.การสูบบุหรี่
เพราะการสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดและนำไปสู่การตีบตันของหลอดเลือด โดยเฉพาะสารนิโคติน (nicotine) ในบุหรี่ จะทำให้หลอดเลือดหดตัว สูญเสียความยืดหยุ่น จนทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ให้เพียงพอ จึงทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน นิโคตินและสารพิษในควันบุหรี่จะเข้าไปขัดขวางการทำงานของอินซูลิน จึงทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้น ควบคุมโรคเบาหวานได้แย่ลง
2.การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน (Aldosterone) มากขึ้น ทำให้ร่างกายมีการสะสมน้ำและโซเดียมมากกว่าปกติเป็นประจำ จนในที่สุดก็จะเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้
สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน นอกจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะให้พลังงานสูงแล้ว การดื่มเป็นประจำยังส่งผลให้เกิด "ภาวะตับอ่อนอักเสบ" ทำให้การผลิตเอนไซม์ย่อยอาหารและฮอร์โมนอินซูลินที่ช่วยให้ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ได้ตามปกติลดประสิทธิภาพลง ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูงขึ้น
ดังนั้น ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หากจำเป็นต้องดื่มเพื่อเข้าสังคม แต่ละวันผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน 1-2 หน่วย และผู้ชายไม่ควรดื่มเกิน 2-3 หน่วย โดย 1 หน่วยจะเท่ากับ 12 ออนซ์ของเบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ 5% หรือปริมาณเท่ากับเบียร์กระป๋องเล็ก และ 5 ออนซ์ของไวน์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ 12% หรือเท่ากับไวน์ครึ่งแก้ว แต่ในผู้ป่วยหวานไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลย หากจำเป็นต้องดื่ม ไม่ควรดื่มขณะท้องว่าง เพราะอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำฉับพลันได้
3.การนอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ
การนอนดึก ถือเป็นภาวะที่ส่งผลเสียต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วงเวลาที่อวัยวะต่างๆ ในร่างกายรวมถึงหลอดเลือดจะฟื้นฟูตัวเองได้ดี คือช่วงที่ร่างกายมีการผลิตโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) จากต่อมใต้สมองมากที่สุด ซึ่งจะอยู่ในช่วงเวลา 4 ทุ่มถึงตี 2 การนอนดึกจะทำให้ร่างกายผลิตโกรทฮอร์โมนไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ จนนำมาซึ่งผลเสีย รวมถึงการมีความดันโลหิตที่สูงขึ้น
สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน การนอนดึก นอนน้อย หลับๆ ตื่นๆ หรือนอนหลับไม่สนิท จะทำให้ร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินได้แย่ลง จึงเสี่ยงต่อการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้
เมื่อร่างกายและจิตใจมีความเครียด จะมีการหลั่งฮอร์โมนคอทิซอล (Cortisol) และอะดรีนาลีน (Adrenaline) ที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น มีการสูบฉีดเลือดที่มากขึ้น ผนังหลอดเลือดหดเกร็งมากกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หากเกิดบ่อยๆ จะส่งผลเสียต่อหลอดเลือดในระยะยาว
สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เมื่อร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามาก จะเกิดการกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยพลังงานออกมาในรูปของน้ำตาล ดังนั้นยิ่งเครียดมาก ระดับน้ำตาลในเลือดจึงยิ่งสูงมากนั่นเอง
ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่มักมีความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเกิดจากการทำงานที่เคร่งเครียด การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ หรือปัญหาต่างๆ ที่ต้องแบกรับ ดังนั้น เราจึงควรให้เวลากับตนเองในการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ เช่น ฟังเพลง วาดรูป ทำสมาธิ หรือแม้แต่ออกกำลังกายเบาๆ ในทุกวัน ก็จะช่วยให้ความเครียดที่มีหรือแฝงอยู่นั้นลดลงได้
ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยอื่น เช่น การสูดดมฝุ่นควันและมลพิษในสิ่งแวดล้อม ยังส่งผลเสียและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาวะความดันโลหิตสูง และระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังมีผลกระทบโดยตรงกับการผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ดังนั้น เราจึงควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีฝุ่นควัน มลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือท้องถนน รวมถึงสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งในวันที่ต้องเผชิญกับฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM2.5 นอกจาก ยังมีสาเหตุหลักสำคัญของกลุ่มโรค NCDs คือพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารรสจัด เช่น หวานจัด เค็มจัด อาหารที่มีไขมันสูง อาหารปิ้งย่าง การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เป็นต้น ดังนั้น คนที่มีพฤติกรรมการดำเนินชีวิตเช่นนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรค NCDs ได้มากกว่าคนอื่นๆ