เนชั่นทีวี

Lifestyle

เตือนผู้หญิงที่ปวดท้องประจำเดือน ปวดเรื้อรัง ต้องระวังโรคอะไรบ้าง?

26 ก.ค. 2566

เตือนผู้หญิงที่ปวดท้องประจำเดือน ปวดเรื้อรัง ต้องระวังโรคอะไรบ้าง?

เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก เช็กอาหารปวดท้องประจำเดือน ปวดเรื้อรังทุกครั้งที่เป็นเมนส์ เกิดจากสาเหตุใด และเสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง

ไม่มาก ก็น้อย คืออาการปวดท้องเมนส์ หรือปวดท้องขณะที่มีรอบเดือน หรือประจำเดือน ซึ่งหลายคนอาจปวดจนชินและกินยาแก้ปวดตามปกติ ในขณะที่บางคนอาการปวดรุนแรงขึ้น หรือปวดเรื้อรัง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ แต่จะเป็นสัญญาณของอาการอะไรได้บ้างมาดูกัน

เตือนผู้หญิงที่ปวดท้องประจำเดือน ปวดเรื้อรัง ต้องระวังโรคอะไรบ้าง?

สาเหตุของอาการปวดประจำเดือน

ลักษณะอาการปวดประจำเดือน แบ่งจากสาเหตุการเกิด มี 2 ประเภทคือ

ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ (Primary dysmenorrhea) คือการปวดประจำเดือนที่ไม่มีโรคหรือพยาธิสภาพใดๆ เป็นการเกิดจากสาร Prostaglandin ที่หลั่งออกมาจากเยื่อบุโพรงมดลูกระหว่างการมีประจำเดือน ส่งผลให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัว มีเลือดและออกซิเจนมาเลี้ยงมดลูกน้อยลง โดยทั่วไปจะมีอาการดังนี้

  • เริ่มปวดหลังมีประจำเดือนใหม่ๆ ของการมีประจำเดือน 6 เดือนแรกในชีวิต
  • มีอาการปวดใน 48-72 ชั่วโมงของการมีประจำเดือนครั้งนั้นๆ
  • ปวดบีบหรือปวดคล้ายอาการเจ็บครรภ์คลอด
  • เริ่มปวดจากอุ้งเชิงกราน อาจมีร้าวไปหลังหรือต้นขา
  • อาจมีอาการคลื่นไส้ ถ่ายเหลว อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าร่วมด้วย
  • เมื่อตรวจภายในแล้วไม่พบความผิดปกติ

ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ (Secondary dysmenorrhea) คืออาการปวดประจำเดือนที่มีพยาธิสภาพ หรือโรคใดๆ ทำให้ปวด เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกมดลูก เกิดจากการใส่ห่วงอนามัย หรือมีพังผืดในช่องท้อง โดยอาการปวดจะรุนแรงและมักจะเรื้อรังดังนี้

  • อาการปวดเริ่มในช่วงอายุ 20-30 ปี โดยไม่มีอาการปวดประจำเดือนมาก่อนหรือเคยปวดน้อยๆ ไม่เคยปวดมากมาก่อน
  • ปวดรุนแรงขึ้น มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ในบางรายอาจปวดมากจนต้องฉีดยาแก้ปวด
  • ประจำเดือนมามาก หรือมาผิดปกติร่วมด้วย
  • มีความผิดปกติในอุ้งเชิงกราน หรือตรวจร่างกายพบความผิดปกติ
  • ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือ ยาเม็ดคุมกำเนิด
  • มีภาวะมีบุตรยาก
  • ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
  • มีตกขาวผิดปกติ

เตือนผู้หญิงที่ปวดท้องประจำเดือน ปวดเรื้อรัง ต้องระวังโรคอะไรบ้าง?

เมื่อปวดท้องประจำเดือนรุนแรง ปวดเรื้อรัง ต้องระวังโรคอะไรบ้าง?

1. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) เป็นภาวะที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเกิดขึ้นที่อวัยวะอื่นที่ไม่ใช่ภายในโพรงมดลูก ซึ่งจะทำให้มีเลือดคั่งจนกลายเป็นถุงน้ำ ที่เรียกว่าถุงน้ำช็อกโกแลต (chocolate cyst) หรือมีเลือดออกในช่องท้อง ก็จะมีอาการปวด ระคายเคืองในท้องน้อย ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้น และเซลล์ดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดพังผืดในช่องท้องได้ ทำให้มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดท้องน้อยขณะตรวจภายใน และปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ นอกจากนี้ ยังเป็นสาเหตุของภาวะมีบุตรยากในอนาคต และในกรณีที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตเข้ากล้ามเนื้อมดลูก เรียกว่า Adenomyosis ยังทำให้เกิดมดลูกโต ประจำเดือนมามาก ปวดท้องน้อยมากขณะมีประจำเดือน บางรายมีอาการท้องโตขึ้นหรือบวมมากขึ้นก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากมีเลือดออกในกล้ามเนื้อมดลูก

2. เนื้องอกมดลูก โดยเฉพาะเนื้องอกมดลูกชนิดใต้เยื่อบุโพรงมดลูก (Submucous myoma) เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายของมดลูกที่พบได้บ่อย จากการรายงานผลทางพยาธิวิทยา พบเนื้องอกในมดลูกที่ได้รับการผ่าตัดมากถึงร้อยละ 80 แต่สำหรับเนื้องอกที่ก่อให้เกิดอาการพบประมาณ 12-25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยเนื้องอกชนิดใต้เยื่อบุโพรงมดลูกพบได้ร้อยละ 5-10 ของโรคนี้ เมื่อเนื้องอกชนิดนี้จะทำให้มดลูกบีบตัวมากขึ้นเพื่อขจัดสิ่งที่ขัดขวางการหดรัดตัวภายในโพรงมดลูก จึงเป็นสาเหตุให้มีอาการปวดประจำเดือนมากขึ้น

3. ห่วงอนามัย เนื่องจากต้องใส่ไว้ภายในโพรงมดลูก จึงเป็นสาเหตุให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น นอกจากนี้อาจทำให้เกิดพังผืดในมดลูกได้ด้วย

4. การมีพังผืดในช่องท้อง โดยพังผืดอาจเกิดจากผลของการผ่าตัดคลอด หรือประวัติการผ่าตัดเข้าช่องท้องมาก่อน หรือการอักเสบในอุ้งเชิงกรานและช่องท้อง ก่อให้เกิดพังผืดที่มีการดึงรั้งมดลูก ขณะที่มดลูกบีบตัวในขณะมีประจำเดือน ก็ทำให้อาการปวดประจำเดือนเป็นมากขึ้น หรือบางครั้งอาจปวดท้องน้อยเรื้อรังโดยไม่สัมพันธ์กับประจำเดือนก็ได้

5. ปากมดลูกตีบ (Cervical stenosis) เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เลือดประจำเดือนไหลออกจากโพรงมดลูกได้ไม่สะดวก ทำให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น ทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้นได้

6. ความผิดปกติของโครงสร้างทางกายภาพในอวัยวะสืบพันธุ์ (Obstructive malformation of the genital tract)

7.สาเหตุอื่นๆ ที่อาจทำให้มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรงเรื้อรัง ได้แก่ ภาวะเนื้องอกรังไข่ Ovarian  neoplasm, ภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis), การตั้งครรภ์, เนื้องอกมดลูกชนิดต่างๆ, Adrenal Insufficency and Adrenal Crisis, การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ท้องนอกมดลูก ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease, Irritable Bowel Syndrome), อุ้งเชิงกรานอักเสบ เป็นต้น

4 วิธีการรักษาและดูแลผู้ป่วย

1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา อาจเป็นการดูแลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีอาการน้อย หรือใช้ควบคู่กับการใช้ยาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ได้แก่ การออกกำลังกาย การฝังเข็ม และการกระตุ้นเส้นประสาท การเล่นโยคะ หรือใช้การประคบร้อน

2. การรักษาด้วยยา โดยยากลุ่มที่ไม่ใช่ฮอร์โมน อย่าง Acetaminophen, Tylenol หรือ NSAIDs, COX-2 inhibitors, Transdermal glyceryl trinitrate และยากลุ่มฮอร์โมน อย่าง Combined oral contraceptive (OC) , Progestin regimens โดยเฉพาะยาฉีดคุมกำเนิด Depot medroxyprogesterone acetate หลักการทำงานจะยับยั้งการตกไข่ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อ ทำให้ไม่มีประจำเดือน พบได้ 55-60 เปอร์เซ็นต์ หลังการใช้ที่ 12 เดือน และ Levonorgestrel intrauterine system (LN-IUS) เป็นห่วงคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมน progestin ก็จะทำให้อาการปวดประจำเดือนดีขึ้น

3. การผ่าตัด เป็นทางเลือกสำหรับกรณีที่ได้รับการรักษาด้วยยาแก้ปวดและฮอร์โมนไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะในกรณีรายที่อาจสงสัยภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือพยาธิสภาพในช่องท้อง หรือมีโรคและเนื้องอกต่างๆ  จากสถิติพบว่า ในรายที่ได้รับการรักษาด้วยยาไม่ดีขึ้นและได้รับการผ่าตัดส่องกล้อง พบภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่มากถึงร้อยละ 80 การผ่าตัดเพื่อรักษาอาการปวดประจำเดือน ได้แก่ การส่องกล้อง Laparoscopy, การ Uterine artery embolization, การตัดมดลูก เพื่อไม่มีประจำเดือน แต่เก็บรังไข่ไว้สร้างฮอร์โมนในกรณีที่ยังไม่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน, การผ่าตัดเส้นประสาท Presacral Neurectomy, การจี้เส้นประสาทมดลูก Laparoscopic Uterosacral Nerve Ablation (LUNA) ซึ่งพบว่าได้ผลในบางราย หลังจากการติดตามผู้ป่วยพบว่ามีโอกาสการกลับเป็นซ้ำ 27%

4. การรักษาด้วยการแพทย์ผสมผสานและแพทย์ทางเลือก ที่มีรายงานการใช้รักษาภาวะ primary dysmenorrhea ได้แก่ การใช้กลุ่มวิตามิน สมุนไพรต่างๆ เช่น Vitamin E, Fish oil/Vitamin B12 combination, Magnesium, Vitamin B6, Toki-shakuyaku-san, Fish oil, Neptune Krill oil แต่การรายงานประสิทธิภาพจากงานวิจัยยังมีจำกัด

เตือนผู้หญิงที่ปวดท้องประจำเดือน ปวดเรื้อรัง ต้องระวังโรคอะไรบ้าง?

5 ประเภทอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันการปวดประจำเดือน

1 เครื่องดื่มคาเฟอีน ในช่วงก่อนมีประจำเดือน 2-3 วัน อาการทางร่างกายที่พบบ่อยคือปวดท้อง ปวดเมื่อยหลัง ปวดศีรษะ หงุดหงิด โกรธง่าย อารมณ์ตึงเครียด นอนไม่หลับ เมื่อเราบริโภคอาหารจำพวกคาเฟอีน หรือแอลกอฮอล์เข้าไปจะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้อาการเหล่านี้เพิ่มระดับความรุนแรง ส่งผลให้คุณรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวและเกิดอาการอ่อนเพลีย แถมมีอารมณ์แปรปรวนตามมาในช่วงระหว่างมีประจำเดือน

2 แอลกอฮอล์ทุกประเภท เพราะแอลกอฮอล์จะมีผลทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น จึงทำให้เหนื่อยง่าย เลือดสูบฉีดมากเกินไป ปริมาณของประจำเดือนเพิ่มมากขึ้น เกิดความอ่อนเพลียจากการเสียเลือดและอาจมีผลต่ออาการปวดท้องร่วมด้วย ดังนั้นช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือน จึงควรงดหรือหากจำเป็นควรลดปริมาณลง

3 อาหารหมักดอง ของรสจัด ในช่วงระหว่างมีประจำเดือน ระบบย่อยอาหารของหลายคนเริ่มรวน ซึ่งสาเหตุเกิดจากฮอร์โมนโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ทำให้กล้ามเนื้อของลำไส้เกิดการหดตัว จึงเกิดอาการเหมือนถ่ายท้องหรือปวดท้องในช่วงมีประจำเดือน ดังนั้นการบริโภคอาหารประเภทหมักดอง รสจัด จะยิ่งไปกระตุ้นให้เกิดภาวะท้องร่วง ท้องเสียทำให้ระบบการย่อยและการทำงานของลำไส้ยิ่งหนักมากขึ้น

4 อาหารแปรรูป อาหารกลุ่มนี้มักมีรสเค็มล้วนมีโซเดียมสูง ร่างกายต้องดูดซึมน้ำมากขึ้นจนเกิดอาการบวมน้ำมีอาการเจ็บตึงบริเวณเต้านม ท้องอืดและปวดท้องประจำเดือนมากกว่าเดิมดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปเหล่านี้ และหันมาทานอาหารที่ปรุงสุกสดใหม่

5 อาหารประเภทเนื้อ ของมัน ของทอด ช่วงระหว่างมีประจำเดือน ระบบย่อยอาหารของหลายคนเริ่มรวน เนื้อสัตว์ย่อยยาก ของมัน ของทอดจึงเป็นของต้องห้ามจึงแนะนำให้รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย และที่มีเส้นใยอาหารสูง เช่น ธัญพืช ผัก ไข่ นม เนื้อปลา เป็นต้น

ทั้งนี้ อาการปวดประจำเดือนเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและเกิดขึ้นได้ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ทุกคน อาการมากบ้างน้อยบ้าง แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงหรือเรื้อรังอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่างๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเฉพาะ ดังนั้น สตรีที่มีอาการผิดปกติ ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป