เนชั่นทีวี

Lifestyle

"หมอมนูญ" เปิดข้อมูล "เชื้อราฮิสโตพลาสมา" มีจริง คาดมาจากมูลค้างคาว

23 ก.พ. 2566

"หมอมนูญ" เปิดข้อมูล "เชื้อราฮิสโตพลาสมา" มีจริง คาดมาจากมูลค้างคาว

"หมอมนูญ" เปิดข้อมูลทางวิชาการที่น่าสนใจ เผยครั้งแรกในชีวิต จากเหตุการณ์ที่กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติเข้าไปในโพรงต้นช้างม่วงที่ป่าจังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วเกิดอาการติดเชื้อราในปอดกว่า 10 คน แชร์ประสบการณ์ “ครั้งหนึ่ง” ที่ต้องเผชิญกับภัยเงียบจากเชื้อราแบบไม่คาดคิด

ตัวแทนทริปอนุรักษ์ แชร์ประสบการณ์ “ครั้งหนึ่ง” ที่ต้องเผชิญกับภัยเงียบจากเชื้อราแบบไม่คาดคิด!! หนึ่งในนั้นคือคุณไอซ์-ศันสนีย์เชี่ยววิทย์ ผู้จัดการฝ่ายขายและผู้จัดการแผนกทีมพัฒนาระบบ Mobile Application บริษัท จีเอเบิล จํากัด (มหาชน) บริษัทจัดการเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สำหรับผู้ประะกอบการชั้นนํา เธอเป็นคุณแม่สายลุยที่รักธรรมชาติเป็นชีวิตจิตใจ 

"หมอมนูญ" เปิดข้อมูล "เชื้อราฮิสโตพลาสมา" มีจริง คาดมาจากมูลค้างคาว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง >>

สุดอึ้ง หมอมนูญ เปิดข้อมูลเชิงลึก ประเด็นร้อน ผู้ป่วยปอดติดเชื้อจากต้นไม้ 

"หมอมนูญ" เปิดข้อมูล "เชื้อราฮิสโตพลาสมา" มีจริง คาดมาจากมูลค้างคาว

ความเคลื่อนไหวล่าสุด ทางด้าน นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หรือ "หมอมนูญ" ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ระบุว่า

หลังจากเมื่อวานนี้ ทางคุณหมอได้เล่าถึง ข้อมูลเชิงลึก ประเด็นร้อน ผู้ป่วยปอดติดเชื้อจากต้นไม้  พร้อมเผยว่า ฮิสโตพลาสมามีจริง!! 

ในวันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2566 ) ทางคุณหมอมนูญ ได้เผยเหตุการณ์ต่อจากโพสต์สุดปัง สุดทึ่งเมื่อวานนี้  โดยมีเนื้อหาระบุว่า

"แพรว" มีโอกาสขอความรู้เพิ่มเติมและความเข้าใจที่ถูกต้องจากนายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และเป็นประธานชมรมเชื้อราทางการแพทย์ประเทศไทย”

 
เชื้อราฮิสโตพลาสมามีในประเทศไทยมานานแล้ว แต่ค่อนข้างพบผู้ป่วยน้อย เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีคนเข้าไปในโพรงต้นไม้แล้วได้รับเชื้อนี้ ผมจึงต้องออกมาให้ความรู้กับประชาชนว่า เชื้อราฮิสโตพลาสมา มีอยู่ในมูลของค้างคาวและนกบางชนิด ซึ่งเชื้อนี้ไม่ทําให้ค้างคาวป่วย แต่เมื่อค้างคาวขับถ่ายลงมาที่ดิน เวลาคนเข้าไปย่ําดิน ทําให้สเปอร์ของเชื้อราลอยฟุ้งขึ้นมา แล้วเมื่อเราหายใจเข้าไป เชื้อรานี้ก็จะเข้าไปในปอด จากปอดก็จะกระจายทั่วร่างกาย ที่พบบ่อยคือกระจายไปที่ต่อมหมวกไต ม้าม ตับ และสามารถถึงสมองได้ ถ้าเราไม่รู้หรือรู้ช้า แล้วไม่ได้รับการรักษาได้ทันท่วงที โดยเฉพาะคนสูงอายุ หรือคนที่มีโรคประจําตัว อาจทําให้เสียชีวิตได้ ส่วนคนที่แข็งแรง หรือเด็กๆ แม้จะได้รับเชื้อรานี้ร่างกายจะสามารถกําจัดเองได้”

“จะเห็นได้ว่าหลายคนในทริปนี้ไปหาหมอแล้ว เกิดการวินิจฉัยผิด ว่าจุดฝ้าที่ปอดของเด็กๆ เป็นวัณโรค ส่วนในผู้ใหญ่เป็นมะเร็งปอด เพราะจุดฝ้าที่ปอดมีลักษณะคล้ายกัน กระทั่งได้รับการรักษาผิด ผมจึงต้องออกมาเตือนประชาชน และต้องให้ความรู้กับแพทย์ รวมถึงห้องปฏิบัติการ นักเทคนิคการแพทย์ เพื่อให้ทราบว่าเชื้อราฮิสโตพลาสมามีจริง เราสามารถเจอได้ และเราต้องคิดถึงมัน"

“สําหรับการวินิจฉัยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างหนึ่งในผู้ที่ได้รับเชื้อในทริปนี้ (คุณเก๋) หมอใช้วิธีนําเลือดและปัสสาวะไปตรวจหาเชื้อราแล้วไม่เจอ จึงต้องใช้วิธีผ่าตัดนําเนื้อเล็กๆ ที่ปอด นําไปเพาะเชื้อในห้องทดลอง ผลออกมาแบบมีหลักฐานทางการแพทย์ชัดเจนว่า ติดเชื้อราฮิสโตพลาสมา พอทราบผลจึงให้คนที่เข้าไปในโพรงต้นไม้ประมาณ 10 คนมาตรวจ บางคนไม่มีอาการเลย แต่คนที่มีอายุน้อย หรือมีโรคประจําตัวจะมีอาการไอ เป็นไข้ แล้วผลเอ็กซเรย์ของเด็ก จะพบจุดฝ้าขนาดเล็ก ขณะที่จุดในปอดผู้ใหญ่ จะใหญ่กว่า แต่ที่เหมือนกันคือ มันกระจายอยู่ทั่วปอด"

"หมอมนูญ" เปิดข้อมูล "เชื้อราฮิสโตพลาสมา" มีจริง คาดมาจากมูลค้างคาว

“ผมเชื่อว่าทุกคนที่เข้าไปในโพรงต้นไม้นั้นติดเชื้อราฮิสโตพลาสมา แต่บางคนร่างกายแข็งแรง และอายุยังน้อย ร่างกายจะสามารถฆ่าเชื้อราได้ แต่ถ้าใครอ่อนแอ เชื้อราก็จะแตกตัวและเติบโตไปทั่วร่างกาย ซึ่งไม่มีการแพร่กระจายจากคนสู่คน แต่จะกระจายไปทุกส่วนของร่างกาย”

“หลังจากที่ผมโพสลงเฟซบุ๊ก (หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC) มีคุณหมอบางท่านเห็นโพสนี้แล้วมาแชร์ประสบการณ์ว่า เคยเจอเคสคล้ายๆ อย่างนี้ แต่วินิจฉัยไม่ถูก ไม่ทราบว่าเป็นอะไร แล้วหลังจากเราได้ทราบผลชิ้นเนื้อจากปอดว่า เป็นเชื้อราฮิสโตพลาสโมซิส เราต้องการที่จะทราบลึกลงไปอีกด้วยการตรวจหารหัสพันธุกรรมว่า เชื้อรานี้มีความแตกต่างด้านสปีชีส์จากประเทศอื่นๆ อย่างไร”

“ก่อนหน้านี้ผมเคยเจอคนไข้ที่เลี้ยงนกไว้ที่บ้าน ให้อาหารทุกวัน แล้วมีอาการไอจนหายใจไม่ออก พอเอ็กซเรย์แล้วเหมือนมีก้อนอยู่ที่ต่อมหมวกไต ผมสันนิษฐานว่า ได้รับเชื้อฮิสโตพลาสมา สําหรับยารักษาโรคเชื้อรานี้ กินแล้วหายแน่นอน แต่ต้องใช้เวลา อย่างเคสคนที่เลี้ยงนกในบ้าน กินยาเกือบ 2 ปี ปอดจึงค่อยๆ ดีขึ้น”

“ผมจึงอยากเตือนว่า ต้องระวังเวลาเข้าไปในโพรงต้นไม้ หรือในถ้ําที่มีค้างคาว เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อราฮิสโตพลาสมา ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน แต่ถ้าไม่จําเป็นก็ไม่ควรเข้าไปดีที่สุดครับ”

ฮิสโตพลาสมามีจริง

“พอรู้อย่างน้ันหัวหน้าทริปจึงแจ้งกับทุกคนที่เข้าไปในโพรงต้นช้างม่วงให้รีบไปโรงพยาบาลเพื่อเอ็กซเรย์ปอดโดยด่วน ตอนนั้นไอซ์รู้สึกอึ้ง แต่คิดว่าฉันไม่เป็นหรอก เข้าไปในโพรงแค่แป๊บเดียว แต่เพื่อความสบายใจ จึงเข้าไปตรวจกับคุณหมอมนูญ แอบลุ้นว่าจะเป็นอะไรไหม ผลคือที่ปอดทั้งสองข้างเกิดฝ้าขนาด 4 มิลลิเมตรกระจายไปทั่วด้วย ไอซ์มีโรคประจําตัวคือเบาหวาน ทําให้ร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะฆ่าเชื้อราได้ดีเท่ากับคนอื่น อาจารย์จึงให้รับประทานยาฆ่าเชื้อราเช้า-เย็น ครั้งละ 2 เม็ด โดยต้องกินติดต่อกันเป็นปี แล้วจะค่อยๆ ดีขึ้น เท่าที่ทราบทริปนี้มีคนต้องกินยาอยู่แค่ 3-4 คน

“ที่น่าสังเกตคือ ในทริปนั้นมีน้องผู้ชายที่เข้าออกโพรงต้นไม้หลายรอบ แต่ปรากฏว่าพบฝ้าที่ปอดน้อยมาก คุณหมออธิบายว่า ร่างกายคนเราสามารถที่จะฆ่าเชื้อตัวนี้ได้ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่สุขภาพยังแข็งแรง ไม่มีโรคประจําตัว ร่างกายก็จะสามารถกําจัดเชื้อราได้มากกว่าผู้ใหญ่ คุณหมอจึงไม่ได้สั่งยาให้น้องคนนี้เหมือนกับไอซ์ แต่แนะนําให้ออกกําลังกายเอาท์ดอร์มากๆ พยายามสูดหายใจลึกๆ ให้เต็มปอด ร่างกายจะได้รับออกซิเจน เพื่อยับยั้งการเติบโตของเชื้อรา

“ซึ่งไม่ต่างจากเคสของน้องช่างภาพประจําทริปที่อยู่ในโพรงไม่ต่ํากว่าครึ่งชั่วโมง เขารักษาตัวอยู่อีกโรงพยาบาล คุณหมอที่นั่นวินิจฉัยว่า เป็นวัณโรค เมื่อกินยาอาการก็ทุเลา ซึ่งคุณหมอมนูญอธิบายให้ไอซ์ฟังว่า เพราะเขาอายุยังน้อยและร่างกายแข็งแรงจึงสามารถกําจัดฆ่าเชื้อรานี้ได้ เพราะยาวัณโรคไม่สามารถใช้รักษาโรคฮิสโตพลาสโมซิส

“ทุกวันนี้ไอซ์ยังคงมีเสมหะในตอนเช้านิดหน่อย หลังจากน้ันก็โล่งไปทั้งวัน เรียกว่าลดลงกว่าตอนที่ยังไม่กินยา โดยคุณหมอนัดติดตามอาการทุกเดือน การตรวจครั้งล่าสุด ขนาดฝ้าเล็กลง แต่ยังมีอยู่ทั่วปอดท้ังสองข้าง แต่ปริมาณการแพร่กระจายของเชื้อราลดลง คุณหมอแนะนําให้ออกกําลังกายเบาๆได้

“เหตุการณ์นี้ไม่ได้ทําให้ความรู้สึกที่มีต่อธรรมชาติหรือป่า เปลี่ยนไปในทางไม่ดี ตรงข้ามกลับยิ่งรู้สึกดี เพราะได้รู้ว่า ธรรมชาติบ้านเรายังมีจุดที่ระบบนิเวศสมบูรณ์ ส่วนที่ต้องเจ็บป่วยด้วยโรคฮิสโตพลาสโมซิส ก็เพราะเราเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่ควร จากนี้ถือเป็นบทเรียนที่ต้องระวังหากเข้าไปที่อับชื้น อย่างโพรงต้นไม้ หรือถ้ํา และต้องรู้จักดูแลสังเกต อาการตัวเอง อย่าประมาท อะไรก็เกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่คาดคิด”


ช้างม่วง...กับดักเชื้อรา

“เรามาถึงต้นช้างม่วงที่มีขนาดลําต้นใหญ่มาก แล้วมีปากโพรงแคบๆ ที่สามารถเบี่ยงตัวเข้าไปได้ทีละคน พรานบอกว่าด้านในเป็นที่อยู่ของพวกค้างคาว เราจึงทยอยเข้าไปชม ซึ่งสามารถเข้าไปได้ประมาณ 4-5 คนเลยทีเดียว”

“โดยให้เด็กๆ เข้าไปดูก่อน ส่วนไอซ์เข้าไปเป็นคนท้ายๆ ข้างในโพรงมืดมาก ต้องใช้ไฟฉายส่องจึงเห็นค้างคาวกว่า 20 ตัว ที่กอดกันกลมแล้วห้อยหัวลงมาจากด้านบนของโพรงที่สูงประมาณ 2 เมตร ระหว่างที่พวกเราเข้าออกโพรง ค้างคาวไม่ได้ตกใจ หรือบินหนีเลย และตอนที่อยู่ในน้ันไม่ได้รู้สึกว่าเหม็น หรือมีฝุ่นอะไร ไอซ์เข้าไปไม่ถึง 5 นาทีก็ออกมา คนที่เข้าไปนานที่สุดคือคุณเก๋ที่ชอบถ่ายภาพ กับน้องช่างภาพ ประจําทริป ส่วนลูกสาวของไอซ์ขอนั่งรออยู่ข้างนอก เพราะไม่ชอบอยู่ในที่แคบ สรุปว่ามีคนเข้าไปข้างในโพรงทั้งเด็กและผู้ใหญ่ประมาณ 10 คน ระหว่างน้ันไม่มีใครมีอาการอะไร ปกติดีทุกอย่าง เราอยู่บริเวณน้ันประมาณ 1 ชั่วโมง ทีแรกต้ังใจเดินสํารวจระบบนิเวศกันต่อ แต่ด้วยสภาพอากาศเหมือนฝนจะลง อาจจะทําให้เดินยากกว่าเดิม จึงตัดสินใจกลับไปทางเดิม”


พิษ (มูล) ค้างคาว

พอจบทริปเราแยกย้ายกันกลับบ้าน วันที่ 12 สิงหาคม 2565 "ไอซ์" เริ่มมีอาการคล้ายเป็นไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว กับคันคอไอนิดหน่อยเหมือนมีเสมหะ คืออาการคล้ายติดโควิด แต่ผลตรวจ ATK ปกติ จึงสรุปว่าตัวเองเป็นไข้หวัดใหญ่ ไม่ได้ไปหาหมอ แค่กินยาลดไข้ กับยาแก้ไอ แล้วดื่มน้ําอุ่น แต่สักพักจากเสมหะที่ใสเริ่มข้นขึ้น จึงเปลี่ยนเป็นยาแก้ไอแบบเม็ดฟู่ เสมหะดีขึ้น แต่ยังมีอาการไอแบบกวนใจต่ออีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ อาการไอจึงค่อยๆลดลง เหลือแค่มีเสมหะตอนเช้า ผ่านไปสองสัปดาห์ก็หยุดไอ แต่สงสัยว่าทําไมเสมหะไม่หายไปสักที ส่วนลูกสาวไม่มีอาการอะไร

“ไอซ์ออกกําลังกายด้วยการเล่นโยคะ ช่วงนั้นรู้สึกว่าเหนื่อยเร็วผิดปกติ และง่วงนอนตอนกลางวัน แอบคิดเองว่าคงเพราะตัวเองอายุ 50 ปีแล้ว ประกอบกับทํางานหนัก นอนไม่เป็นเวลา จึงไม่ได้สนใจอะไร

“กระทั่งต้นเดือนกันยายน หัวหน้าทริปโทรมาถามว่า ไอซ์เข้าโพรงต้นช้างม่วงหรือเปล่า มีอาการอะไรไหม เราตอบไปว่าเข้าแป๊บเดียว ไม่มีอาการอะไร ที่ตอบอย่างน้ันเพราะไม่ได้นึกถึงอาการไข้หวัดที่เป็นเลย จนเขาถามต่อว่า มีอาการเป็นไข้ หรือรู้สึกอ่อนเพลียไหม ไอซ์จึงเริ่มหยุดคิดว่าอาการของตัวเองคล้ายๆ กับที่หัวหน้าทริปพูด”

“หัวหน้ากลุ่มจึงเล่าให้ฟังว่า ในคณะมี 2 คนคือ คุณเก๋ และน้องช่างภาพที่มีอาการเหมือนเป็นไข้ ไอหนักมาก อ่อนเพลีย คุณเก๋อาการหนักสุด ไม่มีแรงขนาดขับรถไปส่งลูกไปโรงเรียนไม่ไหว จึงไปหานายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ คุณหมอเฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ แต่ช่วงนั้นอาจารย์มนูญลาหยุด จึงได้รักษากับคุณหมออีกท่าน จากอาการเบื้องต้นน่าจะเป็นปอดบวม หรือปอดอักเสบ จึงให้ยากลับมารับประทานประมาณ 7 วัน แต่ก็ไม่ดีขึ้น จึงกลับไปโรงพยาบาลอีกครั้ง คราวนี้คุณหมอส่งไปเอ็กซเรย์ปอด ผลคือมีจุดฝ้าขนาด 1 เซนติเมตรขึ้นเต็มปอดท้ังสองข้าง แล้วลามไปที่ต่อมหมวกไต กับม้าม คุณหมอค่อนข้างมั่นใจว่า คุณเก๋เป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4

“พอดีคุณหมอมนูญกลับมาออกตรวจที่โรงพยาบาล คุณหมอเจ้าของไข้จึงนําเคสไปปรึกษา คุณหมอมนูญบอกว่า อาการยังไม่ค่อยชัด อาจเป็นได้หลายอย่าง จึงซักประวัติเพิ่มเติมว่า ไปไหนมาบ้าง เข้าป่าหรือถ้ํามาหรือเปล่า เมื่อเล่าว่าเพิ่งเข้าไปในโพรงต้นไม้ที่มีค้างคาว คุณหมอมนูญเริ่มเอะใจ เพราะระยะเวลาจากวันที่เข้าโพรงต้นไม้ จนเริ่มมีอาการประมาณ 12-14 วัน ซึ่งตรงกับระยะฟักตัวของเชื้อราในร่างกายพอดี คุณหมอมนูญจึงผ่าตัดชิ้นเนื้อที่ปอดส่งตรวจ ปรากฏว่าคุณเก๋เป็น “โรคฮิสโตพลาสโมซิส” เกิดจากการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราฮิสโตพลาสมา จากมูลค้างคาวหรือนกบางชนิดเข้าไปแล้วเกิดการแพร่กระจายในอวัยวะภายใน”

ติดตามตอนต่อไป

นิตยสารแพรวฉบับ ม.ค. 66 คอลัมน์ “ครั้งหนึ่ง” ที่ได้พูดคุยกับคุณไอซ์-ศันสนีย์ เชี่ยววิทย์ หนึ่งในผู้ที่ติดเชื้อโรค “ฮิสโตพลาสโมซิส” จากการหายใจเอาเชื้อสปอร์ของเชื้อราฮิสโตพลาสโมซิสจากมูลค้างคาว หลังจากเข้าไปในโพรงต้นช้างม่วง ที่ป่าจังหวัดนครศรีธรรมราช และได้รับการรักษาจากนายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และประธานชมรมเชื้อราทางการแพทย์ประเทศไทย ซึ่งอาจารย์มนูญได้ให้ข้อมูลถึงที่มาและการแพร่เชื้อรา พร้อมแนวทางการรักษาสำหรับเคสนี้

"หมอมนูญ" เปิดข้อมูล "เชื้อราฮิสโตพลาสมา" มีจริง คาดมาจากมูลค้างคาว

ขอขอบคุณที่มาข้อมูล 

ผู้สัมภาษณ์ : กิดานันท์ สุดเสน่หา บรรณาธิการข่าว นิตยสารแพรว 

ปอดติดเชื้อ จากต้นไม้?

เชื่อว่าหลายคนเพิ่งเคยได้ยินเชื้อโรค “ฮิสโตพลาสโมซิส” ครั้งแรกในชีวิต จากเหตุการณ์ที่กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติเข้าไปในโพรงต้นช้างม่วงที่ป่าจังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วเกิดอาการติดเชื้อราในปอดกว่า 10 คน หนึ่งในนั้นคือคุณไอซ์-ศันสนีย์เชี่ยววิทย์ ผู้จัดการฝ่ายขายและผู้จัดการแผนกทีมพัฒนาระบบ Mobile Application บริษัท จีเอเบิล จํากัด (มหาชน) บริษัทจัดการเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สำหรับผู้ประะกอบการชั้นนํา เธอเป็นคุณแม่สายลุยที่รักธรรมชาติเป็นชีวิตจิตใจ ครั้งนี้มาเป็นตัวแทน
ทริปอนุรักษ์ แชร์ประสบการณ์ “ครั้งหนึ่ง” ที่ต้องเผชิญกับภัยเงียบจากเชื้อราแบบไม่คาดคิด
ทริปอนุรักษ์

“จุดเริ่มต้นของทริปเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนอนุรักษ์ธรรมชาติประมาณ 15 คน ที่ต้ังใจเดินทางไปศึกษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติตามผืนป่าในแต่ละพื้นที่ของประเทศที่มีความหลากหลายและแตกต่าง โดยถือโอกาสพาลูกๆ ร่วมทริปไปด้วย ในฐานะเยาวชนที่รู้คุณค่าของธรรมชาติ และพร้อมจะสืบสานให้คงอยู่ตลอดไป โดยมีผู้เชี่ยวชาญไปคอยให้ความรู้ ซึ่งทริปก่อนหน้านี้เราไปศึกษาธรรมชาติในป่าดอยอินทนนท์ ที่มีลักษณะเดียวกับเทือกเขาเอเวอเรสต์ และป่าที่จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นป่าชนิดเดียว กับเกาะบอร์เนียวประเทศอินโดนีเซีย

“สําหรับทริปนี้เราไปช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เดินทางเข้าป่าน้ําตกโยง และป่าวังหีบ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งถือเป็นผืนป่าดึกดําบรรพ์ของไทยที่อยู่ในแนวเดียวกับเทือกเขาตะนาวศรี โดยกลุ่มของเราทั้ง 15 คนขึ้นเครื่องจากกรุงเทพฯ ไปลงที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วนั่งรถต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อเข้าไปยัง ที่พักของอุทยานแห่งชาติน้ําตกโยง

“ทริปนี้เราใช้เวลาทั้งหมด 5 วัน จนถึงช่วงเช้าของวันที่สาม (30 กรกฎาคม 2565) เป็นโปรแกรมเดินป่าเพื่อศึกษาระบบนิเวศ รวมท้ังชมต้นช้างม่วงขนาดใหญ่ที่มีอายุกว่า 100 ปี ซึ่งเป็นต้นไม้ตระกูลเดียวกับต้นตะแบก อยู่กลางป่าวังหีบซึ่งธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ คนในพื้นที่จึงอยากให้พวกเราได้เห็นว่า ผืนป่าแห่งนี้มีของล้ําค่าควรช่วยกันรักษาไว้”

“วันนั้นเรานั่งรถออกจากอุทยานไปประมาณครึ่งชั่วโมง จากน้ันต้องเดินเท้าเข้าป่า ถ้าเดินอย่างเดียว น่าจะใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง แต่เรามีผู้เชี่ยวชาญมาคอยให้ความรู้และอธิบายถึงสภาพผืนป่าตลอดเส้นทาง จึงใช้เวลาไปกว่าหนึ่งชั่วโมง"

“อีกทั้ง เส้นทางเดินป่านี้ ไม่ได้เปิดรับนักท่องเที่ยวทั่วไป จึงต้องมีพรานป่านําทาง กับมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ 2 คน คอยดูแลหัวขบวนและท้ายของขบวน การเดินช่วงแรกจะเห็นเป็นเส้นทางเดินเข้าไป จากนั้นเป็นป่ารก พรานต้องคอยใช้มีดถางทางเพื่อเปิดให้คณะเราเดินได้สะดวก แต่ก็เสียเวลากับการเดินไปแล้วเหมือนมีทางที่จะไปต่อได้ แต่สุดท้ายไปไม่ได้ ต้องเดินย้อนกลับมาใหม่ ต้องปีนป่ายเนินดิน แล้วช่วงที่เราเข้าไปเป็นหน้าฝน พื้นลื่นมาก เดินลําบากพอสมควร”

ขอขอบคุณที่มา: เพจหมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

สุดอึ้ง หมอมนูญ เปิดข้อมูลเชิงลึก ประเด็นร้อน ผู้ป่วยปอดติดเชื้อจากต้นไม้ 

"หมอมนูญ" เปิดข้อมูล "เชื้อราฮิสโตพลาสมา" มีจริง คาดมาจากมูลค้างคาว