อย่างไรก็ตามจากการที่ต้นไม้ขนาดใหญ่ถูกตัดโค่น หายไปเรื่อยๆ แหล่งอาศัยของนกแก้วโม่งก็กำลังหดเล็กลงทุกที แม้ว่าเขาเปิดเผยว่าทางกลุ่มได้มีความพยายามนำรังเทียมสร้างจากกล่องไม้ ไว้ให้เป็นรังทดแทนกับนกหายากเหล่านี้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
“ทางฝ่ายนักอนุรักษ์และฝ่ายวัดกำลังจะเจรจาเพื่อหาทางออกกันในวันจันทร์นี้ (11 กันยายน) โดยทางเราก็หวังว่าจะสามารถหาข้อสรุปที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ และไม่รบกวนกับทั้งนกแก้วโม่งและกับทางวัดมากจนเกินไป” ศิลป์ชัย อธิบาย
จากข้อมูลของ สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ระบุว่า นกแก้วโม่ง เป็นนกแก้วที่มีขนาดใหญ่สุดในไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psittacula eupatria มีถิ่นกำเนิดและการกระจายใน ประเทศอินเดีย แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบใน เมียนร์ม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม และลาว สำหรับประเทศไทยสามรถพบได้ทุกภาค ยกเว้น ภาคใต้ มีสถานะทางกฎหมายเป็นสัตว์คุ้มครอง ห้ามล่า ค้า หรือครอบครอง
นกแก้วโม่ง จะทำรังตามโพรงต้นไม้ต่างๆ ทั้งเป็นโพรงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือเกิดจากนกหรือสัตว์ชนิดอื่นทำไว้ โดยมักจะวางไข่ครั้งละ 3-4 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรัง ฟักไข่ และเลี้ยงลูกอ่อน จะเริ่มฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองสุดท้ายของรัง ใช้ระยะเวลาฟักไข่ทั้งสิ้น 19-21 วัน