นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า ด้วยปัจจัยถิ่นที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันของปลาและสัตว์ทะเลแต่ละประเภท ทำให้อาหารทะเลแต่ละอย่างมีความเสี่ยงปนเปื้อนกัมมันตรังสีแตกต่างกัน โดยอาหารทะเลประเภทที่เสี่ยงที่สุดคือ สัตว์จำพวกหอยและปลาหน้าดิน เช่น หอยนางรม หรือ ปลาฮิราเมะ (ปลาตาเดียว) จะมีความเสี่ยงสูงสุด เพราะสัตว์เหล่านี้มักหากินบริเวณพื้นทะเลซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสารปนเปื้อนตกค้างอยู่สูงที่สุด นอกจากนี้สัตว์จำพวกหอยยังหากินโดยการกรองน้ำทะเล ทำให้สารต่างๆ ตกค้างในเนื้อได้สูง
ส่วนประเภทอาหารทะเลที่มีความเสี่ยงรองลงมาคือ ปลาทะเลญี่ปุ่นอื่นๆ เช่น ปลาซาบะ ปลาโอ ซึ่งสามารถว่ายไปได้ไกลและไม่ได้มีแหล่งหากินเฉพาะที่ อย่างไรก็ตามผลพวงจากการปนเปื้อนในระบบนิเวศก็ทำให้สัตว์เหล่านี้มีโอกาสปนเปื้อนได้
ส่วนที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดคืออาหารทะเลนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ ทั่วโลก เช่น ปลาแซลมอน อย่างไรก็ตาม จากการประเมินเมื่อครั้งเกิดการรั่วไหลของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในครั้งแรก พบว่า การปนเปื้อนกัมมันตรังสีในน้ำทะเล อาจถูกกระแสน้ำในมหาสมุทรพัดพา จนเกิดการปนเปิ้อนเป็นวงกว้างข้ามมหาสมุทร ไปไกลถึงเม็กซิโก ดังนั้นอาหารทะเลในแหล่งที่ไกลออกไป ก็อาจมีความสี่ยงปนเปื้อนได้
เชฟธนิสร กล่าวว่า
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สังคมเกิดความตื่นตัว กังวลกับผลกระทบการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในอาหารนำเข้าจากญี่ปุ่น และไทยยังได้มีการรับนำเข้าอาหารทะเลโดยตรงจาก จ.ฟุกุชิมะ ดังนั้น เขาจึงริเริ่มเปลี่ยนวัตถุดิบที่ใช้ในร้าน โดยใช้ปลาและอาหารทะเลจากทะเลไทยมากขึ้น นำมาปรุงในแบบญี่ปุ่นจนได้รสชาติเช่นเดียวกับอาหารทะเลสดจากญี่ปุ่น
“ถามว่ากังวลกับสถานการณ์ไหม ก็ไม่กังวลนัก เพราะทางฝั่งร้านเราก็สนับสนุนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศอยู่แล้ว” เชฟธนิสร กล่าว